|
ในเช้าวันนี้จะอัญเชิญพระวจนะของพระเจ้าจากพระธรรม สดด. 73 : 1 - 28 ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ สดด. 73 : 1 - 28 และอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ และผมจะให้ชื่อเรื่องของคำเทศนาในเช้าวันนี้ว่า “ มืดก่อนสว่าง ” ให้เราได้ร่วมใจกันอธิษฐาน พี่ - น้องที่รักครับ ถ้าพี่ - น้องได้อ่านในพระวจนะของพระเจ้าอย่างกลั่นกรอง ใคร่ครวญและพิจารณากันให้ดีๆ พี่ - น้องก็จะพบว่า โดยแท้จริงแล้วพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่ผู้เชื่อหรือที่พวกคริสเตียนใช้อ่านในแต่ละวันนั้น ได้มีการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ในทุกแง่ทุกมุม เช่น พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงในแง่มุมของ ความสุขและความทุกข์ใจ การเมืองและการปกครอง ด้านศีลธรรม - จริยธรรม คนที่ยากจนและคนที่มั่งมี ความรักและความเกลียดชัง วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ ความเชื่อและความวิตกกังวล ความชอบธรรมและการอธรรม ไหมครับพี่ - น้อง ? ผลดีของการเชื่อฟังและการไม่เชื่อฟัง วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี การพ่ายแพ้การทดลองและการมีชัยชนะเหนือการทดลอง ประสบการณ์ชีวิตของบุคคลที่ยำเกรงพระเจ้าและบุคคลที่ไม่ยำเกรงพระ เจ้า อาจจะกล่าวได้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เล่มนี้นั้น ได้มีกล่าวถึงสิ่งต่างๆ เอาไว้ในทุกๆ เรื่อง อาจจะกล่าวได้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น ไม่ได้มองข้ามสิ่งต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ชาติเลย เมื่อพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้มองข้ามถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ชาติ นั่นก็หมายความว่า พระคัมภีร์นั้นได้เข้ามาแตะต้องและสัมผัสชีวิตของมนุษย์เราในทุกๆ เรื่อง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก ที่จะมีผู้เชื่อหรือคริสเตียนบางคน พูดในทำนองที่ว่า “ อ่านพระคัมภีร์ทีไรโดนทุกที ” หรือ “ ฟังอาจารย์เทศนาทีไรโดนทุกที ” ที่โดนทุกทีนั้นเป็นเพราะอะไรครับพี่ - น้อง ? เป็นเพราะว่าพระคัมภีร์แตะต้องชีวิตของเราในๆ ทุกเรื่องนั่นเอง อย่างไรก็ตามผมก็พบว่า มีผู้เชื่อหรือคริสเตียนจำนวนไม่น้อยเลยที่เดียวพี่ - น้องที่รักครับ ที่มักจะชอบเป็นพยานในทำนองที่ว่า เมื่อเขามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าได้อวยพรเขาอย่างนั้น อวยพรเขาอย่างนี้ เสมือนกับว่าเมื่อเขามาเป็นมาเป็นคริสเตียนแล้วเขาไม่ต้องพบกับความยากลำบากอะไรเลย พี่ - น้องฟังสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ให้ดีๆ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็คือว่า คำพยานที่กล่าวในทำนองที่ว่า พระเจ้าอวยพรเขาอย่างนั้น อวยพรเขาอย่างนี้ เป็นคำพยานที่ขาดความสมบูรณ์ เหตุเพราะคนเล่านั้นไม่ได้เล่าถึงตอนที่เขาตกทุกข์ได้ยากให้กับเรานั้นได้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าหากพี่ - น้องจะเป็นพยานให้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าได้ฟัง กรุณาเป็นพยานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ? ประการที่ 1 เราพบปัญหาคาใจของผู้เขียนสดุดี เราพบว่าผู้เขียนพระธรรมสดุดีในเวลานี้นั้น เขาอยู่ในช่วงเวลาที่ชีวิตชองเขานั้นกำลังย่ำแย่หรือตกต่ำ ผู้เขียนพระธรรมสดุดีมีชีวิตที่ย่ำแย่หรือตกต่ำอย่างเดียวพอหรือยัง ? เขายังไม่พอ ยังไม่สะใจ ผู้เขียนพระธรรมสดุดี เขายังอยู่ในในความสงสัยอีกต่างหาก กล่าวคือ เขายังอยู่ในการที่เขามีคำถามกับพระเจ้า และเขากำลังอยู่ในการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองของเขาเอง พี่ - น้องเคยเป็นอย่างผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนนี้กันบ้างไหมครับ ? ที่ในหลายๆ ครั้งที่ชีวิตของเรานั้นไม่ค่อยที่จะโสภาหรือสถาพรสักเท่าไหร่ หรือชีวิตของเราอาจจะอยู่ในช่วงขาลงและแย่สุดๆ แม้ว่าเราจะเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าแล้วก็ตาม แต่เราก็มักที่จะอยู่ในความสงสัยหรือเรามักที่จะมีคำถาม และหรือเรามักคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เราเคยเป็นแบบนี้กันบ้างไหมครับ ? เช่น ทำไมเชื่อในพระเจ้าแล้วถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ เราเคยเป็นแบบนี้กันบ้างไหมครับ ? ผู้เขียนสดุดี บอกกับเราในข้อที่ 1 ว่า แท้จริงแล้วพระเจ้านั้นประเสริฐและเขาเชื่ออย่างมั่นใจว่าโลกนี้น่าจะสะท้อนถึงความประเสริฐของพระองค์ ที่สำคัญคือผู้เขียนพระธรรมสดุดีเชื่อว่าพระเจ้าทรงครอบครองโลกนี้เอาไว้ ดังนั้น “คนชอบธรรม” ซึ่งปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่โดยตลอดนั้นก็น่าที่จะมีความจำเริญขึ้น ส่วนคนที่ไม่ดีหรือคนที่ชั่วนั้นก็สมควรที่จะได้รับความทุกข์ยาก เหตุเพราะเคราะห์กรรมที่ตนเองได้ก่อเอาไว้
ซึ่งชนชาติอิสราเอลที่เชื่อในพระเจ้า หรือผู้คนคนในสมัยของผู้เขียนพระธรรมสดุดีต่างก็มีความคิดอย่างนี้ และรวมถึงคนในยุคปัจจุบันนี้ด้วยเช่นกันที่คิดอย่างนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นอย่างนั้นไหมครับพี่ - น้อง ? แต่ในความเป็นจริงที่เราเห็นอยู่ในแต่ละทุกวันวัน มันกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น กล่าวคือ 1. คนที่ไม่ดี คนที่ชั่วโดยส่วนมากมันกลับจำเริญกันขึ้นทุกๆ วัน 2. คนที่เดินอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรมแต่ทำไมถึงต้องกับถูกกดขี่ข่มเหง 3. คนที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยหรือคนที่บริสุทธิ์ แต่จะต้องมารับเคราะห์กรรมแทนคนที่ทำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้พี่ - น้องที่รักครับ มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมของชาวยิวในเวลานั้น และมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยและประชาคมโลกในเวลานี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันจึงขัดแย้งกับความเชื่อของผู้เขียนพระธรรมสดุดี ที่เขาเชื่อว่าพระเจ้านั้นประเสริฐและพระองค์ทรงครอบครองโลกนี้อยู่ ผมอยากจะบอกกับพี่ - น้องว่า ปัญหาในทำนองที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นปัญหาใหม่อะไรเลย เหตุเพราะปัญหาที่ว่านี้มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาในทุกยุคทุกสมัย และปัญหาที่ว่านี้ก็จะไม่มีวันสูญหายไปจากโลกนี้ ที่สำคัญคือ ปัญหาที่ว่านี้มันจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปทุกชั่วชาติพันธุ์ จนกว่าวันคืนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา สดด. 73 : 3 - 12 ได้บอกกับเราอย่างชัดเจน ถึงสิ่งที่ผู้เขียนสดุดีคิดอยู่ในเวลานั้นนั่นก็คือ เขาอิจฉาคนอธรรมหรือเขากำลังคิดอิจฉาคนชั่ว เหตุที่เขาอิจฉาคนอธรรมนั้น ( 4 ) เพราะคนอธรรมหรือคนชั่วนั้นมันไม่ค่อยที่จะเจ็บ มันไม่ค่อยที่จะป่วย แถมร่างกายของไอ้คนพวกนี้มันกับแข็งแรงดีทุกอย่าง เหตุที่เขาอิจฉาคนอธรรมนั้น ( 5 ) เพราะคนอธรรมนั้นมันสบายไม่ต้องลำบากไม่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติอันตรายใดๆ แถมร่ำรวยขึ้นทุกวัน จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมดทุกอย่าง เหตุที่เขาอิจฉาคนอธรรมนั้น ( 8 , 11 ) เพราะคนอธรรมนั้นมีอิทธิพล จึงไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะมาจัดการกับพวกเขาได้ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสดูคอนเสิรตครั้งล่าสุดของโปงลางสะออน คุณอี๊ดโปงลางเขาได้เรียกเด็กคนหนึ่งขึ้นมาแจม แล้วถามว่าโตขึ้นไปหนูอยากที่จะเป็นอะไร ? พี่ - น้องทราบไหมครับว่าเด็กเขาตอบว่าเขาอยากเป็นอะไร ? ทักษิณ ด้วยเหตุนี้กระมังครับพี่ - น้องที่รัก ที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนทั้งในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นอยู่ในเวลานี้รวมทั้งในอนาคตด้วย ที่ทำให้ใครหลายต่อหลายคนอยากที่จะเดินตามรอยของคนอธรรมโดยไม่สนใจว่าคนๆ นั้นเขาจะอธรรมมากหรืออธรรมน้อยแค่ไหน พี่ - น้องคิดว่า ในช่วงชีวิตของผู้เขียนพระธรรมสดุดีที่กำลังตกต่ำและย่ำแย่ลงกอปรกับเขากับคิดอย่างนี้ พี่ - น้องคิดว่ามันมีผลกระทบต่อความเชื่อของเขาไหมครับ ? มีผลกระทบต่อความเชื่อที่เขามีต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นขอให้พี่ - น้องได้รู้และได้เข้าใจเถิดว่า วันหนึ่ง วันใดก็ตามแต่ที่พี่ - น้องและผมอาจจะต้องประสบกับปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดในชีวิต และเมื่อเรากำลังที่จะมองหรือวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง พี่ - น้องและผมอาจจะต้องเผชิญกับความสับสนในทำนองที่ว่า “ ความเชื่อในพระเจ้าจะเดินร่วมทางไปกับปัญหาในชีวิตที่เราเห็นนั้นได้อย่างไร ” เหมือนกับที่ผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนนี้กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นได้ จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ? ประการที่ 2 เราพบคำถาม พระคำของพระเจ้าในพระธรรม สดด. 73 ข้อที่ 13:14 บอกกับเราอย่างชัดเจนว่า ผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้น เขาพยายามที่จะชำระจิตใจของเขานั้นให้สะอาดและบริสุทธิ์ โดยการกลับใจใหม่ และเขาพยายามที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอๆ แต่สิ่งที่เขาได้รับนั้นคืออะไร ? แต่สิ่งที่เขาได้รับนั้นนั่นคือ การทนทุกข์ นั่นคือการสูญเสีย ผู้เขียนสดุดีจึงได้เขียนเอาไว้ในปลายข้อที่ 13 ว่า “ ก็เปล่าประโยชน์เพราะข้าพเจ้ารับภัยอยู่วันยังค่ำและถูกขนาบอยู่ทุกเช้า ” ถ้าจะให้แปลเป็นคำพูดฉบับภาษาแบบ เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าคนชั่วได้ดีและคนดีได้ชั่ว ถ้ามันเป็นอย่างนี้ 1. คนดีจะทำดีไปทำไมกัน 2. มันคุ้มค่าไหมที่เราจะทำดีกันต่อไป 3. เราจะทิ้งความเชื่อกันดีไหมไ ม่ต้องอยู่ในกฏในเกณฑ์หรือไม่ต้องอยู่กรอบของพระเจ้าอะไรกันอีกต่อไป วันอาทิตย์ไปบ่อนดีกว่ามั้ง โบสถ์เบิดไม่ต้องไปมันหรอก เพราะคนชั่วมันก็ทำกันอย่างนี้และเราก็เห็นชีวิตของเขาดีขึ้น พี่ - น้องที่รักครับ สิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้นั้น ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เป็นการเล่นคำแต่อย่างใด แต่จากการดำเนินชีวิตในการติดตามพระเจ้าของผม ผมพบว่ามีผู้เชื่อหรือคริสเตียนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่เมื่อเขาพบกับอุปสรรคหรือเมื่อเขาพบกับปัญหาแล้วเขาคิดกันอย่างนี้ ( ให้เราบอกกับคนข้างซ้าย ข้างขวาว่า คุณอย่างเป็นคนๆ นั้น ) จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ? ประการที่ 3 เราพบความยากลำบากใจ พี่ - น้องจะต้องไม่ลืมนะครับว่า โดยพื้นฐานของผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้นเขามีความเชื่อว่าพระเจ้านั้นประเสริฐ และเขามีความเชื่อว่าโลกนี้น่าจะสะท้อนถึงพระสิริของพระเจ้า และเขายังมีความเชื่อต่อไปอีกด้วยว่าพระองค์ทรงครอบครองโลกนี้อยู่ และถ้าพี่ - น้องได้อ่านพระธรรมสดุดีมากพอหรือหลายๆ รอบพี่ - น้องก็จะพบว่าในหลายๆ บทของพระธรรมสดุดี มักที่จะเริ่มต้นด้วยคำพูดที่ว่า “ พระเจ้านั้นประเสริฐ ” แต่ในสภาพของสังคมที่เขาจะต้องเห็นมันอยู่ทุกวันๆ ที่คนอธรรมหรือคนชั่วได้ดีนี้มันจึงทำให้เขารู้สึกยากหรือลำบากใจในการที่จะติดตามพระเจ้า เขาจึงมีคำถามที่ว่า ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้มันเป็นแบบนี้ เขาจึงไม่รู้ว่า เขาจะรักษาความเชื่อนี้เอาไว้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เองพี่ - น้องที่รักครับ พระคำของพระเจ้าในข้อที่ 2 จึงได้ตรัสเอาไว้ดังนี้ว่า “ เท้าของข้าพระองค์เกือบพลาดไปแล้ว ” ซึ่งนั่นหมายความว่า “ ความเชื่อของเขานั้นเกือบจะขาดแล้ว ” หรือ “ เขากำลังจะตัดสินใจทิ้งความเชื่อนั้นแล้ว ” ขอบคุณพระเจ้า ที่ความเชื่อของผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนนี้นั้นเพียงแค่เกือบที่จะขาดแต่ขาดหรือยังครับ ? ยังไม่ขาด พระธรรมฟิลิปีฉบับภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า Knok Down แต่ไม่ถึงกับ Knock Out ความเชื่อแบบ Knock Down คือ ความเชื่อประเภทที่ถอยหลังเข้าคลอง ส่วนความเชื่อแบบ Knock Out คือ ความเชื่อประเภทที่ไม่เอาพระเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่าบางคนจะมาคริสตจักรอยู่ก็ตามแต่การประพฤติและการกระทำของเขานั้นไม่ได้แสดงออกถึงชีวิตแห่งการเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า เหตุเพราะความเชื่อของเขานั้นได้ Knock Out ไปแล้ว นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งคือ ชาร์ล สเปอร์เจียน ได้กล่าวเอาไว้ดังนี้ว่า เท้ากับตานั้นมันมีความเกี่ยวข้องกัน พี่ - น้องว่าจริงไหม ? มีโฆษณาหนึ่งซึ่งนานมากแล้ว เขาโฆษณาอย่างนี้ครับ คือ มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่ที่บนฟุตปาธอยู่ดีๆ ในเวลาไม่นานนักก็มีหญิงสาว ผิวสวยหน้าใส คนหนึ่งเดินสวนมา เขาจึงหันหลังไปมอง ปรากฏเขาเดินไปสักครู่หนึ่ง ชายหนุ่มคนนี้ก็เดินไปชนกับเสาไฟฟ้าเข้าให้อย่างจัง ดังนั้นเท้ากับตามันจึงมีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าตาของเรามองที่ผิดเท้าของเราก็เดินพลาดได้ ดังนั้นตากับเท้าจึงมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน การที่ผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนนี้บอกกับเราว่า เขามีความเชื่อที่กำลังจะขาดแต่ยังไม่ขาดนั้น สาเหตุเป็นเพราะตาของเขานั้นมองที่ผิดเป็นไปได้ไหมครับพี่ - น้อง ? สดด. 73 : 3 บอกกับเราว่า ตาของเขานั้นไม่ได้มองไปที่พระเจ้า แต่ตาของเขานั้นมองไปที่คนอธรรม ตาของเขานั้นมองไปที่คนชั่วที่ร่ำรวยขึ้น เขามองด้วยสายตาที่อิจฉาริษยา เมื่อเขามองด้วยสายตาอย่างนี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เขาเกิดความสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า พี่ - น้องที่รักครับ ความสงสัยนั้นเป็นเหมือนกับสนิมที่วิ่งมาเกาะกินความเชื่อ แท้จริงแล้วสนิมนี้มันดีหรือไม่ดีครับพี่ - น้อง ? ไม่ดี เพราะมันจะกัดกินเหล็กให้เกิดการพุกร่อนได้ เช่นเดียวกันกับสนิมฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตาของเรานั้นมองไม่เห็น ลองถ้าสนิมฝ่ายจิตวิญญาณมันได้วิ่งมาเกาะกินความเชื่อของพี่ - น้องเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความเชื่อของพี่ - น้องก็จะค่อยๆ พุกร่อนลงไปในทันที อย่างไรก็ตามพี่ - น้องที่รักครับ ในท่ามกลางปัญหาของชีวิตที่ผู้เขียนสดุดีนั้นเผชิญอยู่ และท่ามกลางการที่เขารู้สึกสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า เขากับไม่ได้แบ่งปันเรื่องนี้หรือพูดเรื่องนี้ให้กับใครได้ฟัง ในข้อที่ 15 บอกกับเราว่า ถ้าเขาจะพูดในเรื่องนี้ คนที่ฟังอยู่ก็อาจจะคิดว่าเป็นการพูดเพื่อที่ต่อต้านพระเจ้า หรือถ้าเขาพูดในเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นเหตุทำให้คนฟังเกิดการสะดุดได้ หรือถ้าเขาพูดในเรื่องนี้ขึ้นมา ก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อของคนรุ่นหลังที่จะตามมาหรือชาติพันธุ์ต่อมาอาจจะสะดุดก็ได้ ดังนั้นการที่เราเป็นผู้เชื่อหรือเป็นคริสเตียนแล้วเราจะพูดอะไรออกไป โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้น เราจะต้องระมัดระวังด้วย เช่น
พูดว่า “ ถ้าฉันไม่หายจากโรคนี้แล้วฉันก็ขอตายเสียดีกว่า ” พูดอย่างนี้ได้ไหมครับ ? พูดได้ แต่เขาจะถามคุณว่าคุณเป็นผู้เชื่อหรือเป็นคริสเตียนภาษาไหนกันเนี่ยถึงคิดอย่างนี้ หรือพูดว่า “ ไม่อยากอยู่ให้มันเป็นภาระของใคร ตายๆ ไปให้มันรู้แล้วรู้รอด ” พูดอย่างนี้พูดได้ไหมครับ ? พูดได้ ทำไมจะพูดไม่ได้ แต่เขาอาจจะมาถามกับพี่ใหม่หรือถามกับรินทร์ก็ได้ว่า คริสเตียนคนนี้เขาเต็มบาทหรือเกินบาทหรือเปล่า เหตุเพราะผู้เชื่อหรือคริสเตียนที่ครบบาทนั้น เขาจะไม่พูดกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นผู้เชื่อที่ดีหรือคริสเตียนที่ดีจะต้องขบคิดถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยการที่เราจะไม่ไปทำให้ความเชื่อของใคร โดยเฉพาะผู้เชื่อใหม่นั้น จะต้องคลอนแคลนลงหรือเกิดการสะดุดหรือเกรงว่าถ้าพูดออกไปแล้วเด็กรุ่นใหม่จะสะดุด จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ? ประการที่ 4 เราพบว่าเขาได้รับคำตอบจากพระเจ้า เราต้องไม่ลืมว่าชีวิตของผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนนี้นั้น กำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ตกต่ำย่ำแย่ที่สุดในชีวิต และในความตกต่ำนั้นเขามองไปที่คนอธรรม จนความเชื่อของเขานั้นเกือบจะขาดอยู่แล้ว แต่ในข้อที่ 16 - 28 พระคำของพระเจ้าบอกกับเราว่า ผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้นเขาได้ตริตรองแล้วก็รู้สึกเหนื่อยกับความเชื่อที่เขามี กับความจริงที่เขาเห็นซึ่งมันดูขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงมานมัสการพระเจ้าที่สถานนมัสการ ซึ่งมันอาจจะเป็นการนมัสการบอกลาพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามพระวจนะคำของพระเจ้าในข้อที่ 17 ก็ได้บอกกับเราอย่างชัดเจน ว่า “ จนกระทั่งข้าพระองค์ได้เข้าไปยังสถานนมัสการ ข้าพระองค์จึงเริ่มเข้าใจ ” ซึ่งนั่นหมายความว่าการนมัสการพระเจ้าที่พระนิเวศน์ของพระองค์นั่นเองเป็นเหตุทำให้ผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้นได้รับคำตอบจากพระเจ้า สิ่งที่พระวจนะคำของพระเจ้าที่ต้องการจะสื่อไปถึงพี่ - น้องในเช้าวันนี้ก็คือว่า *สถานที่ๆ คนกำลังสับสนในชีวิตควรมามากที่สุดนั่นก็คือคริสตจักรของพระเจ้า *สถานที่ๆ คนกำลังตกต่ำในชีวิตควรมามากที่สุดนั่นก็คือ สถานนมัสการพระเจ้าหรือคริสตจักรของพระองค์ เหตุเพราะพระเจ้าสถิตอยู่ที่พระนิเวศน์ของพระองค์ ไม่ใช่สถิตอยู่ที่ศาลพระภูมิ ผู้เขียนสดุดีได้บอกกับเราอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อที่เขามีในพระเจ้านั้นมันกำลังใกล้ที่จะขาดอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาได้มานมัสการพระเจ้าที่คริสตจักร พระเจ้าได้ทรงโปรดช่วยพยุงความเชื่อที่ใกล้จะขาดของเขานั้นเอาไว้ ดังนั้นขอให้พี่ - น้องได้รู้และเข้าใจเถิดว่า เมื่อพี่ - น้องและผมต้องเผชิญกับอุปสรรค - ปัญหา หรือต้องเผชิญกับความยากลำบาก และหรือต้องเผชิญกับความสับสนต่างๆ ในชีวิต สิ่งที่พี่ - น้องและผมควรทำ คือ เรายิ่งต้องการพี่ - น้องของเรามากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ ? เรายิ่งต้องมานมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรใช่หรือไม่ ? เรายิ่งต้องการๆ เปิดเผยจากพระเจ้ามากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ ? นั่งอิจฉาคนอธรรมและสงสารต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองใช่หรือไม่ ? ค้นหาคำตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้าใช่หรือไม่ คำถามคือว่า เพราะอะไรที่เราจะต้องมานมัสการพระเจ้ามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราทุกข์ยากหรือเกิดความสับสนกับชีวิต เพราะอะไรครับ ? เพราะการนมัสการพระเจ้าจะทำให้เรา 1. ได้รับความคิดใหม่ 2. ได้เห็นความจริงของชีวิตในมุมมองใหม่ 3. ได้รับความเข้าใจในสิ่งใหม่และลึกซึ่งกว่าเดิม แม้ว่าตัวของอุปสรรค - ปัญหามันอาจจะไม่ได้หมดไปก็ตาม แต่โดยส่วนมากเรามักจะพบว่า คนที่มีอุปสรรค คนที่มีปัญหาในชีวิตหรือคนที่กำลังสับสนอะไรบางอย่างในชีวิต กับมักที่จะไม่ค่อยยอมมาที่คริสตจักรแต่มักที่จะชอบแยกตัวออกไปในที่ชอบๆ ซึ่งถ้าพี่ - น้องอ่านในพระวจนะคำของพระเจ้าและยังพอจำกันได้ พี่ - น้องก็จะพบว่า สาวกของพระเยซูคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “โธมัส” นั้น เขาได้มีความสงสัยในความเป็นพระเจ้าของพระเยซูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในตอนที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ใหม่ๆ พี่ - น้องยังพอจำกันได้ใช่ไหมครับ ด้วยเหตุนี้เองโธมัสจึงได้แยกตัวออกไปจากกลุ่มของเพื่อนซึ่งเป็นอัครทูตด้วยกัน และไม่ยอมอยู่ร่วมประชุมกับพี่ - น้องในที่ประชุมเมื่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมาและได้ปรากฏกับพวกเขา “ โธมัส ” จึงเป็นอัครฑูตเพียงคนเดียว ที่ไม่ได้พบกับพระเยซูตั้งแต่ในตอนแรก เหมือนกับเพื่อนอัครฑูตคนอื่นๆ พี่ - น้องยังจำกันได้ใช่ไหมครับ พี่ - น้องฟังสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ให้ดีๆ สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่า การที่คนเรานั้นมีอุปสรรคปัญหาในชีวิต หรือการที่คนเรามีความสับสนในชีวิต แล้วเขาไม่ได้พบกับองค์พระเยซูคริสต์เจ้านั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิต ดังนั้น ถ้าพี่ - น้องเห็นคนที่เรารักหรือคนที่เรารู้จักที่เขากำลังอยู่ในช่วงของการมีภาระปัญหา แต่เขายังไม่ได้มีโอกาสที่จะรู้จักกับพระเยซู พี่ - น้องจะต้องรีบนำคนเหล่านั้นมายังคริสตจักรของพระเจ้า เหตุเพราะคริสตจักรของพระเจ้านั้นช่วยเขาได้ คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า พระเจ้าทรงตอบอะไรแก่ผู้เขียนพระธรรมสดุดีหรือผู้เขียนพระธรรมสดุดีเขาได้เห็นอะไร ? อันนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ สิ่งที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของผู้เขียนพระธรรมสดุดีอยู่ตั้งแต่ปลายข้อที่17 - 20 พระเจ้าบอกกับผู้เขียนพระธรรมสดุดีอย่างชัดเจนว่า ปลายทางคนคนเหล่านี้จะถูกพระเจ้ากวาดเพียงแค่ครู่เดียว ปลายเท้าของพวกเขานั้นจะอยู่ไม่นิ่ง เพราะพวกเขาจะต้องลงไปเต้นท่าลิงเหยียบถ่านในบึงไปนรก พี่ - น้องยังจำได้ใช่ไหมครับ ที่เมื่อก่อนผู้เขียนพระธรรมสดุดีเขาเห็นคนอธรรมนั้นจำเริญขึ้นแล้วเขาอิจฉา แต่เมื่อพระเจ้าได้ให้เขาเห็นในมุมมองของพระเจ้า นั่นก็คือ ที่ปลายทางที่นิรันดร์ ซึ่งหมายถึงวันคืนที่พระเยซูได้เสด็จกลับมาพิพากษาโลก เขาจึงขันหรือหัวเราะตัวเองพร้อมๆ กับอาจจะพูดอย่างนี้ขึ้นมาได้ไหมครับ “ ตูคิดอย่างนั้นไปได้อย่างไร ” คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า พระเจ้าทรงตอบอะไรแก่ผู้เขียนพระธรรมสดุดีหรือผู้เขียนพระธรรมสดุดีเขาได้เห็นอะไร ? ให้ที่ประชุมอ่านในข้อที่ 22 พร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกัน เราพบว่าผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้นเขาเห็นตัวของเขาเองอย่างชัดเจน เขาพบว่าเมื่อเขาอิจฉาคนอธรรมหรือชั่วนั้นเขาเป็นเสมือนกับสัตว์ ไม่เพียงเท่านั้นพี่ - น้องที่รัก ผู้เขียนพระธรรมสดุดียังบอกต่อไปอีกด้วยว่าพฤติกรรมที่เขาสงสัยในความยุติธรรมของพระเจ้า หรือพฤติกรรมที่เขาสงสัยในความประเสริฐของพระองค์นั้นเขาบอกว่าความประพฤติของเขาอย่างนั้นก็เป็นเสมือนกับสัตว์ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เองพี่ - น้องที่รัก ผู้เขียนพระธรรมสดุดี จึงได้เปรียบตัวเองว่าเขานั้นเป็นคนทึ่มและไร้เดียงสายิ่งนัก แทนที่จะประพฤติอย่างมนุษย์ที่มีเหตุมีผลแต่กับจะเป็นเสมือนกับสัตว์ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าช่างละอายจริงๆ คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า พระเจ้าทรงตอบอะไรแก่ผู้เขียนพระธรรมสดุดีหรือผู้เขียนพระธรรมสดุดีเขาได้เห็นอะไร ? ให้ที่ประชุมอ่านในข้อที่ 23 - 26 พร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ เราพบว่า ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้เห็นพระเจ้าและเขาเห็นชีวิตของเขา ที่ได้รับพระพรอันมั่งคั่งจากพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย ที่เขาจะบันทึกถ้อยคำของเขาเอาไว้อย่างนั้น เหตุเพราะความมั่งคั่งของคนอธรรมที่เขาได้รับอยู่ในโลกนี้นั้นมันเทียบไม่ได้เลยพี่ - น้องที่รักที่ผู้เขียนสดุดีรวมทั้งพี่ - น้องและผมจะได้รับจากพระเจ้า พี่ - น้องอยากได้รับพระพรอันมั่งคั่งจากพระเจ้าไหมครับ ? แต่ก่อนที่เราจะได้รับพระพรอันมั่งคั่งจากพระเจ้านั้น คนของพระเจ้าเองอาจจะ 1. ต้องทนทุกข์บ้าง 2. ต้องโดนบีบบ้าง 3. ถูกข่มเหงบ้าง แต่อย่างไรก็ตามพระคำของพระเจ้าบอกกับเราอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าจะทรงช่วยพยุงเขาเอาไว้ และจะเป็นผู้ประทานพละกำลังให้แก่เขา และเมื่อเขาทนได้ถึงที่สุด พระเจ้าจะทรงนำเขาให้ได้รับบำเหน็จ ได้รับเกียรติและศักดิ์ศรี พี่ - น้องทนได้ไหมครับ ? ขอพระเจ้าช่วยเราที่เราจะทนได้ ก่อนที่ผมจะจบคำเทศนาของผมในเช้าวันนี้ ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้กับพี่ - น้องได้ฟัง เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งมาก แต่แล้ววันหนึ่งผลการเรียนของเขาตกลงและตกลงเรื่อยๆ โดยที่เขาเองก็ยังคงตั้งใจเรียนเหมือนเดิม สาเหตุที่เขาเรียนตอลงเรื่อยๆ เป็นเพราะสายตาของเขานั้นสั้นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวมาก่อน ซึ่งเขามารู้ตัวอีกที่ก็ตอนที่พ่อกับแม่ได้พาเขาไปตัดแว่นที่ร้าน ประจักษ์การแว่น เมื่อเขาได้ใส่แว่นสายตาสั้นเป็นครั้งแรก เขาจึงอุทานขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังว่า “ ผมไม่คิดเลยว่าผมจะมองเห็นได้ดีขนาดนี้ ” พี่ - น้องที่รักครับ เมื่อพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเปิดเผยสิ่งที่คาใจให้กับผู้เขียนพระธรรมสดุดียังสถานนมัสการของพระองค์ ไม่เพียงแต่ปัญหาที่คาใจของจะหมดไปเท่านั้น แต่เขายังได้รับมุมมองใหม่ซึ่งเป็นมุมมองในมิติในฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้าอีกด้วย เปรียบเสมือนกับเพื่อนของผมคนเมื่อสักครู่นี้ที่อุทานด้วยเสียงที่ดังขึ้นมาว่า “ ผมไม่คิดเลยว่าผมจะมองเห็นได้ดีขนาดนี้ ” ดังนั้น ไม่ว่าพี่ - น้องและผมจะต้องเผชิญกับอุปสรรค - ปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม ให้พี่ - น้องและผมได้มานมัสการพระเจ้าที่พระนิเวศน์ของพระองค์ แล้วปัญหาของพี่ - น้องก็จะค่อยๆ สลายไป เหตุเพราะพระเจ้าทรงเจิมคริสตจักรของพระองค์เอาไว้ ให้พี่ - น้องและผมได้มานมัสการพระเจ้าร่วมกับคนของพระเจ้ายังพระนิเวศน์ของพระองค์และปัญหาของพี่ - น้องหมดไป เหตุเพราะความมหัศจรรย์ที่เกินความเข้าใจนั้นมันอยู่ท่ามกลางคนของพระเจ้า คริสเตียนที่มีอุปสรรค - ปัญหาในชีวิตและยังทำร้ายตัวเอง โดยการตัดตัวเองออกจากชุมชนของพระเจ้าหรือตัดตัวเองออกจากโบสถ์ ไม่มาโบสถ์ เขาจะพลาดสิ่งที่ประเสริฐจากพระเจ้านั่นก็คือ มุมมองใหม่ในการแก้ไขอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองพี่ - น้องที่รัก ผู้เขียนพระธรรมสดุดีจึงได้เขียนคำพยานของเขานี้เอาไว้ในข้อที่ 28 เพื่อเป็นการยกย่องและสรรเสริญพระเจ้าด้วยถ้อยคำที่ว่า “ ข้าพระองค์ได้ให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ ” ซึ่งนั่นหมายความว่า 1. ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กลับมามีความเชื่อที่แข็งแรงกว่าเดิม 2. ความเชื่อของผู้เขียนพระธรรมสดุดีนั้นมั่นคงและสดใสกว่าเดิม สรุปพระวจนะของพระเจ้าในเช้าวันนี้ 1. เราพบปัญหาคาใจของผู้เขียนพระธรรมสดุดีในตอนแรก 2. เราพบคำถามที่ว่าแล้วอย่างนี้เราจะทำดีกันไปทำไม 3. เราพบความยากลำบากใจที่เขาจะเดินต่อไปในความเชื่อ และ 4. เราพบว่าเขาได้รับคำตอบจากพระเจ้า
|