ในเช้าวันนี้จะผมอัญเชิญพระวจนะคำของพระเจ้า จากพระธรรม อฟซ. 4 : 28 ให้ที่ประชุมเปิดไปที่พระธรรม อฟซ.4 : 28 แล้วอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ “ คนที่ขโมยก็อย่าขโมยอีก แต่จงใช้มือทำงานที่ดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆ แจกให้แก่คนที่ขัดสน ” และผมจะให้ชื่อเรื่องของคำเทศนาในเช้าวันนี้ว่า “ คนขโมย ” ให้ที่ประชุมได้ร่วมใจกันอธิษฐานครับ พี่ - น้องที่รักครับ มีคริสเตียนคนหนึ่ง กำลังพูดคุยกับศิษยาภิบาลของตน ผู้เชื่อคนนั้นพูดว่า : อาจารย์รู้มั้ยครับว่า เศรษฐกิจของประเทศเป็นแบบนี้ ทำให้คนในสังคมต่างคิดที่จะเป็น ขโมย ขโจร กันมากขึ้น แต่คริสเตียนเราคงไม่มีใครคิดที่จะเป็นขโมยใช่มั้ยครับอาจารย์ ศบ. พลางยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วตอบด้วยเสียงที่ดังว่า : มี และมีเป็นจำนวนมากด้วย แตกต่างกันตรงที่ขโมยนะ มันขโมยของคนอื่น แต่คริสเตียนมันขโมยของที่เป็นของพระเจ้า ซึ่งนั่นก็คือ “ ทศางค์ ” หรือ “ สิบลด ” นั่นเอง และศิษยาภิบาลคนเดิมก็ได้ถามสมาชิกคนนั้นต่อไปว่าคุณเป็นคนหนึ่งด้วยหรือไม่ที่ขโมย “ สิบลด ” ของพระเจ้า ให้เราถามคนข้างซ้าย ข้างขวาว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่ขโมยสิบลดของพระเจ้าด้วยหรือไม่ ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ สดด. 24 : 1 และอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ “ แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้น เป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น ” พี่ - น้องที่รักครับ พระวจนะของพระเจ้าใน สดด. 24 : 1 ได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในโลกทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้นเป็นของพระเจ้า ” ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุกสิ่งและทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกใบนี้ล้วนแต่เป็นของใครครับพี่ - น้องช่วยตอบให้ดังๆ หน่อยได้ไหมครับ ? ล้วนแต่เป็นของพระเจ้าทั้งสิ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง เป็นของพระเจ้าอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนสร้างโลก แหละนี่เป็นความจริงที่คริสเตียนไม่เพียงแค่ควรที่รู้เอาไว้เท่านั้น แต่จะต้องตระหนักถึงความจริงในเรื่องนี้กันเอาไว้ให้ดีๆ เพราะฉะนั้นพี่ - น้องอย่าได้ขี้เหนียวในการที่จะเข้าส่วนหรือมีส่วนในพระราชกิจของพระเจ้า คำถามก็คือว่า ชีวิตและลมหายใจของพี่ - น้องและผมที่มีอยู่ในเวลานี้ เป็นของพระองค์ด้วยหรือไม่ ? ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ ปฐก. 2 : 7 แล้วอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ “ พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน และระบายลมปราณของพระองค์เข้าทางจมูกมนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต ” ซึ่งหมายความว่า ชีวิตและลมหายใจของพี่ - น้องและผมที่มีอยู่ในเวลานี้ก็ล้วนแต่เป็นของๆ พระเจ้าด้วย ซึ่งผู้เขียนพระธรรมสดุดีดูเหมือนว่าจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เขาจึงได้เขียนเอาไว้ใน สดด.104 : 29 ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ สดด. 104 : 29 และอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ ซึ่งนั่นหมายความว่าอะไร ? ซึ่งนั่นหมายความว่า พระเจ้าสามารถที่จะริบลมหายใจหรือปลิดชีวิตของพี่ - น้องและผมไปเมื่อไหร่ก็ได้ คำถามคือว่า แล้วเงินและทองคำที่เรามีอยู่นั้นเป็นของๆ พระเจ้าด้วยหรือไม่ ? ให้ที่ประชุมเปิดไปที่หนังสือ ฮก. 2 : 8 แล้วอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ “ เงินเป็นของเราและทองคำเป็นของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ ” พระวจนะคำของพระเจ้าได้พูดเอาไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ ฮักกัย ว่า “ เงินและทองคำก็ล้วนแต่เป็นของพระเจ้าทั้งสิ้น ” ดังนั้นขอให้พี่ - น้องชายหญิงได้รู้และได้เข้าใจเถิดว่า มันไม่มีอะไรเลยที่เป็นของๆ เรา แม้แต่ชีวิตของพี่ - น้องที่นั่งอยู่ในเวลานี้หรือแม้แต่ชีวิตของผมที่ยืนอยู่ในเวลานี้ก็ตาม มันไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเรา แต่มันเป็นของพระเจ้าทั้งสิ้น และถ้าพี่ - น้องมีความเชื่ออย่างนี้ พี่ - น้องก็สามารถที่จะให้ชีวิตของพี่ - น้องแก่พระเจ้าได้ เหมือนดั่งที่องค์พระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ที่ทรงยอมให้ชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขน เพื่อที่จะทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาในสวรรค์นั้นสำเร็จ ( อาเมน ) แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันกับพี่ - น้องก็คือว่า พระเจ้าของเรานั้น พระองค์ทรงเป็นองค์อธิปไตย มิใช่เป็นพระเจ้าแห่งการเผด็จการ ดังนั้นพระองค์ทรงมีเหตุและมีผล ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากพระวจนะคำของพระเจ้า ทั้งในภาคพันธสัญญาเดิมและในภาคพันธสัญญาใหม่ เราพบว่ามีถ้อยคำของพระเจ้าที่มีการพูดถึงเรื่องของ ค่าแรงงาน หรือพบถ้อยคำของพระเจ้าที่มีการพูดถึงเรื่องของ ค่าจ้าง เอาไว้ถึง 34 ครั้งด้วยกัน ซึ่งก็ทำให้เราพอที่จะเข้าใจได้ว่า พระเจ้า พระเยซูคริสต์ มีความปรารถนาที่จะให้เราทั้งหลายนั้นได้รับค่าจ้างหรือมีรายได้และหรือมีผลกำไรจากงานที่เราทำนั่นเอง ให้ที่ประชุมเปิดไปที่พระธรรมมก. 12 : 17 พระคำของพระเจ้าพูดอย่างนี้ครับว่า “ ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า ” หลายพันปีที่ผ่านมา ถ้าประเทศใดก็ตามที่ตกอยู่ภายใต้อาณาจักของโรมัน รายได้ในฝ่ายโลก รายได้ในฝ่ายกายภาพหรือเราจะเรียกว่ารายได้ในฝ่ายเนื้อหนังก็ได้ เราจะต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการที่เราหาได้นั้นไปจ่ายเป็นภาษีให้กับ ซีซาร์ ปัจจุบันที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เราไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อาณาจักรของโรมันอีกต่อไป แต่เราตกอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นคนที่เป็นคนไทยทุกคนจะต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งที่เราหาได้ ไปจ่ายเป็นภาษีให้กับใครครับ ? รัฐบาลไทย คำถามคือว่าเพื่ออะไร ? คำตอบก็คือ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ - กฎหมายที่วางไว้และเพื่อเป็นการสำแดงการเป็นพลเมืองดีของประเทศนั้นๆ พี่ - น้องที่รักครับ การเสียภาษีให้กับรัฐในปัจจุบันนี้โดยส่วนมากเป็นการหักภาษี ณ.ที่จ่าย มีรายได้น้อยจ่ายน้อย ต่ำสุดคือ 5% มีรายได้มากจ่ายมาก สูงสุดคือ 35 % อย่างไรก็ตามพี่ - น้องที่รักครับ เมื่อเรามาพบกับพระเจ้า พระเยซู นั่นก็เท่ากับว่าเราได้เข้ามาเป็นพลเมืองชาวสวรรค์ของพระเจ้าด้วย หน้าที่ของประชากรชาวสวรรค์นั่นก็คือ เราจะต้องถวาย “ ทศางค์ ” หรือ “ สิบลด ” ให้กับพระเจ้า เหมือนกับพระวจนะคำของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า “ ของของพระเจ้า เราก็ต้องถวายแด่พระเจ้า ” คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า การถวายแด่พระเจ้านั้นถวายเท่าไหร่ ? ถวายแด่พระเจ้านั้น 1. เป็นการถวายตามที่ใจอยากจะถวายใช่มั้ยใช่ 2. เป็นการถวายแบบมีมากให้มาก มีน้อยให้น้อยอย่างนั้นรึเปล่า 3. เป็นการถวายแบบตามอารมณ์ ตามความรู้สึก ของเราใช่หรือไม่ ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ มลค. 3 : 10 “ จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง ” คำว่า ทศางค์ คำนี้แปลว่า สิบชักหนึ่ง ดังนั้นรายได้ส่วนหนึ่งที่เราทำมาหาได้นั้น เราต้อง สิบชักหนึ่ง ออกมาแล้วนำส่วนที่ชักออกมาอย่างเต็มขนาดนั้น 1. ถวายให้กับพระเจ้า 2. เก็บไว้ในคลังหรือคริสตจักรของพระเจ้า เหตุและผลที่พี่ - น้องและผมต้องนำ ทศางค์ หรือ สิบลด มาถวายให้กับพระเจ้านั้นเพราะอะไร ? ให้เรากลับไปที่พระวจนะของพระเจ้าในหนังสือ มลค. 3 : 10 อีกครั้งหนึ่ง พระคำของพระเจ้าใช้คำว่า จง ซึ่งคำว่า จง คำนี้เป็นเสมือนกับคำสั่งไม่ทำไม่ได้ ดังนั้นเหตุและผลที่คริสเตียนหรือผู้เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ทุกๆ คนมิใช่บางคน จะต้องนำ สิบชักหนึ่ง หรือ สิบลด ของตนมาถวายแด่พระเจ้าอย่างเต็มที่หรือเต็มขนาดนั้น เหตุเพราะว่านี่เป็นคำสั่งที่มาจาก เบื้องบน อย่างไรก็ตามพี่ - น้องที่รักครับ คำว่า “ รายได้ ” คำนี้ ขอให้พี่ - น้องเข้าใจด้วยว่า มันมิได้มีความหมายแต่เพียงเฉพาะเงินเดือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ให้ที่ประชุมเปิดไปที่หนังสือ ลนต. 27 : 30 และอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ “ สิบชักหนึ่งทั้งสิ้นที่ได้จากแผ่นดิน เป็นพืชที่ได้จากแผ่นดินก็ดีหรือผลจากต้นไม้ก็ดีเป็นของพระเจ้า เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์แด่พระเจ้า ” ดังนั้นคำว่า รายได้ คำนี้ ขอให้พี่ - น้องได้รู้และได้เข้าใจด้วยว่า มันมิได้มีความหมายแต่เพียงเฉพาะเงินเดือนอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง พืชผลไร่นาทางการเกษตรต่างๆ นาๆ ชนิด นั่นก็ถือว่าเป็นรายได้ด้วยเช่นกัน ดังเช่นพี่ - น้อง คริสเตียนที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่ส่วนมากมักจะประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น ปลูกข้าวหรือปลูกข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งพี่ - น้องคริสเตียนเหล่านี้ก็มักจะถวายสิบลดให้กับพระเจ้า ด้วยผลผลิตของตน เช่น เกี่ยวข้าวได้ 10 ไร่ 1 ไร่ที่เกี่ยวได้นั้นเป็น ทศางค์ หรือ สิบลด ของพระเจ้า คำถามก็คือว่า การที่พระเจ้าทรงบัญชาหรือออกคำสั่งให้ผู้เชื่อทุกๆ คนถวาย ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง ให้กับพระองค์นั้นเพราะอะไร ? ให้ที่ประชุมเปิดไปที่หนังสือ ฉลธ. 8 :17 - 18 แล้วอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ “ จงระวังให้ดี เกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า กำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์มีค่านี้มาให้ ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ ” พี่ - น้องคิดว่า มีคริสเตียนบางคนคิดอย่างนี้ไหมครับว่า ? ฉันอุตสาห์ทำงานหลังคด หลังแข็งแทบตายแล้วจะต้องเอา “ สิบลด ” ไปถวายให้กับพระเจ้าที่โบสถ์ด้วย เรื่องอะไร ให้เท่านี้ก็พอแล้วจะทำไม พี่ - น้องคิดว่า มีคริสเตียนบางคนที่คิดแบบนี้ไหมครับ ? พระวจนะคำของพระเจ้าใน ฉลธ. 8 : 17 - 18 ที่เราได้อ่านร่วมกันทำให้เราทราบว่า โมเสสได้พูดกับประชาชนของเขาที่คิดอย่างนี้ว่า “ จงระวังความคิดของท่านเอาไว้ให้ดี ” พวกคุณจงจำไว้ให้ดีว่าพระเจ้า 1. เป็นผู้ประทานให้พวกคุณมีสุขภาพที่ดี 2. เป็นผู้ประทานพละกำลังเรี่ยวแรงให้กับท่าน 3. เป็นผู้ประทานความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการประจำวันให้กับท่าน และนี่เองที่เป็นเหตุและเป็นผล ที่ทำให้พระเจ้าได้ทรงสั่งให้เราทั้งหลายได้ถวาย ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง ให้กับพระองค์ และการถวาย ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง ก็เป็นหลัก ที่สำคัญประการหนึ่งที่พระเจ้าทรงมอบไว้ให้กับคนของพระเจ้ามาตลอดในทุกยุคทุกสมัย ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ ปฐก. 14 : 20 “ สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้น ถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค ” พี่ - น้องที่รักครับ ประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ได้มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า การถวาย ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง นี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยบรรพชนของเราแล้วนั่นก็คือตั้งแต่สมัยของ อับราม ให้สุภาพสตรีเปิดไปที่ ปฐก.28 : 22 “ และก้อนหินซึ่งข้าพระองค์ตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์จะเป็นที่ประทับของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบให้แก่พระองค์ ” และสุภาพบุรุษเปิดไปที่ นหม. 13 : 12 “ และยูดาห์ทั้งปวงได้นำทศางค์ที่เป็นข้าว เหล้าองุ่นใหม่และน้ำมันเข้ามายังเรือนพัสดุ ” จากพระวจนะคำของพระเจ้าทั้ง 2 ข้อที่เราได้อ่านร่วมกัน ทำให้เราทราบว่าการถวาย สิบชักหนึ่ง นั้นได้มีการสืบทอดต่อๆ กันมาอย่างเคร่งครัดจากชนรุ่นหนึ่งมาสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ สภษ. 3 : 9 - 10 “ จงถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สินของตน และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้นของเจ้าแล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มไปด้วยความอุดม และบ่อเก็บของเจ้าจะล้นด้วยเหล้าองุ่น ” สภษ. 3 : 9 ทำให้เราทราบว่า ในยุคของกษัตริย์ดาวิดและกษัตริย์โซโลมอนเองนั้น เขาก็ได้บอกกับชนชาติของเขาว่า ให้ปฏิบัติต่อพระเจ้าในเรื่อง สิบชักหนึ่ง นี้อย่างเคร่งครัด พี่ - น้องที่รักครับ นี่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของโลกที่ พระเจ้าได้ทรงกระทำกับประชากรของพระองค์ อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เชื่อจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้ตระหนักถึงถ้อยคำหรือพระดำรัสสั่งของพระเจ้าเกี่ยวกับในเรื่องของ ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง นี้อย่างจริงจัง จนทำให้ผู้เชื่อหลายต่อหลายได้ถลำตัวลึกลงไปในการไม่เชื่อฟังนั้น จนในที่สุดจึงกลายเป็นความผิด ความบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ากลัวมาก ในฝ่ายโลกหรือในฝ่ายเนื้อหนัง ถ้าพี่ - น้องมีรายได้จากการทำงานเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกปี และถ้าพี่ - น้องหลบลี้ หนีเลี่ยงการจ่ายเสียภาษีและพี่ - น้องถูกจับได้เป็นไงครับ ? สมัยการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเป็นการบริหารราชการแผ่นดินโดยพระมหากษัตริย์ โทษที่หนักที่สุดของผู้ที่หลบลี้ หนีเลี่ยง การชำระเบี้ยอัฐหรือการจ่ายภาษีนั้นคือประหารชีวิต เฉกเช่นเดียวกับชนชาติอิสราเอล ซึ่งอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นกฏเกณฑ์หรือว่าเป็นกฎหมายของพระเจ้าในเวลานั้น ถ้าชนชาติอิสราเอลคนใดในเวลานั้น ได้ทำการหลบลี้หนีเลี่ยง การถวาย สิบชักหนึ่ง ให้กับพระเจ้า โทษของพวกเขาคืออะไรครับ ? ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ มลค. 3 : 9 “เจ้าทั้งหลายจะต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติฉ้อเรา” พระวจนะคำของพระเจ้าบอกกับเราอย่างชัดเจนว่า ถ้าชนชาติอิสราเอลทำการหลบลี้ หนีเลี่ยง การถวาย สิบชักหนึ่ง ให้กับพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาจะได้รับนั่นก็คือ การสาปแช่ง พี่ - น้องที่รักครับ ถ้ามีคนมาสาปแช่งพี่ - น้อง พี่ - น้องกลัวไหมครับ ? กลัวกลัวว่าสิ่งที่เขาสาปแช่งเรานั้นมันจะเป็นจริง แต่ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่คน แต่เป็นพระเจ้าละเราจะเป็นอย่างไร ? มันก็วิบัติละซิครับ เพราะมันจะเป็นจริงอย่างแน่นอน ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ มลค. 2 : 2 - 3 พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า “ ถ้าเจ้าไม่ฟัง และถ้าเจ้าไม่จำใส่ไว้ในใจที่จะถวายศักดิ์ศรีแก่นามของเรา เราจะส่งคำสาปแช่งมาเหนือเจ้า และเราจะสาปแช่งผลพระผงซึ่งมาถึงเจ้า เราได้สาปแช่งคำอวยพรของเจ้าแล้วนะ เพราะเจ้ามิได้จำใส่ใจไว้ ดูเถิดเราจะขนาบลูกหลานของเจ้าและจะละเลงมูลสัตว์ใส่หน้าเจ้าคือ มูลสัตว์ของเครื่องบูชาของเจ้า และเราจะไล่เจ้าออกไปเสียจากหน้าเราอย่างนั้นแหละ ” ฮก. 1 : 5 - 11 เพราะฉะนั้นท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยังคงน้ำค้างไว้เสียและโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย และเราก็เรียกความแห้งแล้งมาสู่แผ่นดินและเนินเขา มาสู่ข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมันมาสู่สิ่งต่างๆ ซึ่งดินอำนวยผล สู่มนุษย์และสัตว์และนำมาสู่ผลงานซึ่งมือกระทำไว้ จากพระวจนะของพระเจ้าทั้ง 2 ข้อที่เราได้อ่านร่วมกัน ทำให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยและทรงกริ้วมาก เพราะผู้คนในเวลานั้นนำรายได้ไปสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ได้มาใช้ไป ได้มาใช้ไป ไม่สนใจเลยว่าพระเจ้าจะทรงดำรัสสั่งไว้อย่างไร ไม่สนใจเลย ว่าพระวิหารของพระเจ้านั้นจะเป็นอย่างไร เฉกเช่นเดียวกับในเวลานี้ ที่มีผู้เชื่อหลายต่อหลายคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง สนใจแต่ตัวเอง คิดถึงความสวยงามของตนเอง คิดถึงค่าใช้จ่ายของตนเอง คิดถึงบ้านของตัวเอง ไม่ได้สนใจเลยว่าพระวิหารของพระเจ้านั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ได้สนใจเลยว่าปุโรหิตย์หรือผู้รับใช้ของพระเจ้านั้น จะกินจะอยู่กันอย่างไร นั่นคือ วิบัติที่เกิดขึ้นต่อชนชาติอิสราเอลที่ หลบลี้ หนีเลี่ยงในการถวาย สิบชักหนึ่ง ให้แก่พระเจ้าในเวลานั้น ซึ่งถือว่าเป็นการขโมยของของพระเจ้าและหรือฉ้อโกงของของพระองค์นั่นเอง ปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเราปกครองโดยระบบประชาธิปไตย ถ้าพี่ - น้องถูกจับได้ว่าหลบลี้ หนีเลี่ยง การจ่ายภาษี บทลงโทษของผู้กระทำความผิด แม้ว่าจะไม่ใช่การประหารชีวิต แต่เราจะต้องถูกปรับย้อนหลังหรือถูกจำคุกและหรืออาจถูกทั้งจำทั้งปรับเพราะถือว่าเป็นผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เฉกเช่นเดียวกับในเวลานี้ที่ผู้เชื่อหรือคริสเตียนทุกๆ คนต่างอยู่ในยุคของพระคุณของพระเจ้า ถ้าเราผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้าทำการ แต่กับทำการหลบลี้หนีเลี่ยง การถวาย สิบชักหนึ่ง ให้กับพระเจ้าโดยไม่สนใจพระดำรัสของพระเจ้าที่ทรงตรัสไว้ว่า “ จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลังหรือในคริสตจักร ” มัวแต่สนใจแต่ตัวเองหรือให้ตามที่ใจอยากให้ พี่ - น้องคิดว่าเขาจะได้รับผลจากสิ่งที่เขาทำมั้ยครับ ? พี่ - น้องฟังสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ให้ดีๆ สิ่งทีผมจะพูดก็คือว่า เป็นความจริงที่ในเวลานี้พี่ - น้องและผมต่างอยู่ในยุคของพระคุณ และเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องและไม่ผิดว่าในยุคของพระคุณนี้ พระเจ้าจะไม่สาปแช่งเรา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า 1. เราจะพ้นผิดหรือพ้นโทษต่อสิ่งที่เราได้ฉ้อโกงพระองค์ 2. เราจะพ้นผิดหรือจะพ้นโทษต่อสิ่งที่เราได้ขโมยของของพระเจ้า คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า บทลงโทษของผู้กระทำความผิดในการหลบลี้ หนีเลี่ยงในการถวาย สิบชักหนึ่ง ให้กับพระเจ้าในยุคของพระคุณนี้คืออะไร ? คำตอบอย่างง่ายๆ ก็คือ การที่ผู้เชื่อคนนั้นหรือคริสเตียนคนนั้น จะขาดจากพระพรของพระเจ้าหรือไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้านั่นเอง 1. หลายคนรับประทานแต่ไม่เคยอิ่ม 2. หลายคนหว่านมากแต่กับเก็บเกี่ยวได้น้อย 3. หลายคนได้รับค่าจ้างแต่มักเก็บไม่เคยอยู่เพราะมันมีเรื่องอยู่ตลอดเวลา 4. หลายคนนุ่งห่ม แต่ก็ไม่เคยอบอุ่น แม้ว่าจะมีใช้ผ้าห่มยี่ห้อโลตัสก็ตาม 5. หลายคนมีความหวังกับเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ก็มักจะผิดหวังหรือความหวังพังทลาย 6. หลายคนดื่มแต่ก็ไม่เคยหายอยากในมิติในฝ่ายวิญญาณก็คือคุณขาดสันติสุขอยู่เรื่อย คำถามคือว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเล่า คำตอบอย่างง่ายๆ ก็คือว่า เพราะพระเจ้าได้ทรงเป่ามันทิ้งเสีย เพราะฉะนั้นถ้าพี่ - น้องไม่อยากขาดพระพรของพระเจ้า 1. พี่ - น้องอย่าหลบลี้ หนีเลี่ยง การถวาย สิบชักหนึ่ง แด่พระเจ้า 2. พี่ - น้องอย่าขโมยของๆ พระเจ้า 3. พี่ - น้องอย่าฉ้อโกงของๆ พระเจ้า 4. พี่ - น้องอย่า แหกกฎของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงตั้งเอาไว้ตั้งแต่สมัยบรรพชนของเรา 5. พี่ - น้องอย่าทำลายหรือฉีกหลักฐานสำคัญชิ้นนี้ ผู้ที่เคยหลบลี้ หนีเลี่ยง ในการถวาย สิบชักหนึ่ง ให้กับพระเจ้า จงกลับใจเสียใหม่โดยการเริ่มต้นคืนของที่เป็นของของพระเจ้าให้กับพระเจ้า และฝึกที่จะถวายพระเกียรติยศแด่พระเจ้าด้วยการถวาย ทศางค์ หรือ สิบชักหนึ่ง ของตนอย่างสัตย์ซื่อ โดยเฉพาะ “ ธีม ” หรือหัวข้อที่ใช้ในการขับเคลื่อนของคริสตจักรใจสมานสมุทรสงครามในปี 2010 นี้คือ ปีแห่งความสัตย์ซื่อไม่ใช่ปีแห่งความคดโกง และชีวิตของพี่ - น้อง จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าและคำพยาน ที่สดใหม่และน่าตื่นเต้นกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ผมจะจบคำเทศนาในเช้าวันนี้ ด้วยเรื่องของชายคนหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องจริงชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ในมลรัฐนิวอิงแลนด์ประเทศสหรัฐอเมริกา ชายหนุ่มคนนี้ตกงานมานานมาก ในที่สุดเขามีเงินเหลืออยู่เพียงแค่ 20 US. จึงเป็นเหตุทำให้ชายหนุ่มคนนี้ต้องเดินทางมาคริสตจักรในวันอาทิตย์ และที่สำคัญก็คือเขาจะต้องถวายให้กับพระเจ้าเป็นจำนวนเงิน 2 US. ในจำนวนของเงินที่เขามีอยู่ ในเช้าของวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคนนี้เขาจะต้องเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อหางานทำ ซึ่งเขาจะต้องจ่ายค่าเดินทางเป็นจำนวนเงิน 20 US. แต่เขามีเงินไม่พอ เขาเลยขอซื้อตั๋วโดยสารเพียงแค่ครึ่งทาง เมื่อสิ้นสุดระยะทางเขาจึงเดินออกหางานอยู่แถวๆ นั้นประมาณ 30 นาที ชายหนุ่มคนนี้จึงได้งานทำและเขาได้รับค่าจ้างสูงถึง 20 US. / ชม. พี่ - น้องที่รักครับ เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ที่ชายหนุ่มคนนี้ถวายให้กับพระเจ้าและพระเจ้าได้ทรงประทานพระพรกลับ ให้กับชายหนุ่มคนนี้สูงถึง 10 เท่า ของจำนวนเงินที่เขาถวายให้กับพระเจ้า และชายหนุ่มคนที่ผมกล่าวถึงนี้ก็คือ วิลเลี่ยม ( W ) ลีวิส ( L ) Douglas ดักลาส จาก Boy Shoes ผู้ซึ่งต่อมาภายหลังกลายเป็นเศรษฐีและเป็นเจ้าของโรงงานผลิตรองเท้ายี่ห้อดังที่ใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานี้และการที่ผมสามารถเล่าให้กับพี่ - น้องได้ฟังถึงเพียงนี้ก็เพราะนี่เป็นคำพยานชีวิตของเขา W. L. ดักลาส เขาบอกว่า เขาเพียงให้กับพระเจ้า ตามที่พระเจ้าได้บอกกับพวกเราทุกคนนั่นแหละ นั่นก็คือเพียงแค่ สิบชักหนึ่ง เท่านั้น แต่พระเจ้าทรงอวยพระพรให้แก่เขาอย่างหรูหราเลยทีเดียวขอบคุณพระเจ้า สรุปพระวจนะของพระเจ้าในเช้าวันนี้ อย่าขโมยของๆ พระเจ้า อย่าแหกกฎของพระเจ้า อย่าฉ้อโกงของๆ พระเจ้า อย่าทำลายหรือฉีกหลักฐานที่สำคัญชิ้นนี้ อย่าหลบลี้ หนีเลี่ยง การถวาย สิบชักหนึ่ง แด่พระเจ้า
|