Jaisamarn Samutsongkhram Church




Home / หน้าแรก arrow คำเทศนาจาก ศิษยาภิบาล arrow สภาพของสังคมที่เราจะต้องฝ่าไป
Latest News บทความ และข่าวสารอัพเดทล่าสุด ...

สภาพของสังคมที่เราจะต้องฝ่าไป
คำเทศนา อ.ก้องภพ                                                          6 มิ.ย. 2010
                      
        คำเทศนาเรื่อง สภาพของสังคมที่เราจะต้องฝ่าไป

       ในเช้าวันนี้จะอัญเชิญพระวจนะของพระเจ้าจากพระธรรม 2 ทมธ. 3 : 1 - 9 ให้ที่ประชุมเปิดไปที่พระธรรม 2 ทมธ. 3 : 1- 9 แล้วอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ
       และในเช้าวันนี้ผมจะให้ชื่อเรื่องของคำเทศนาในเช้าวันนี้ว่า “ สภาพของสังคมที่เราจะต้องฝ่าไป ” ให้เราได้ร่วมใจกันอธิษฐาน
       พี่ - น้องทราบไหมครับว่า  พระคัมภีร์แปลว่าอะไร ?  พระคัมภีร์แปลว่า “ หนังสือศักดิ์สิทธิ์ ” หนังสือที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์นี้ได้ถูกรวบรวมเอาไว้เป็นเล่มแบบนี้และอยู่คู่กับโลกใบนี้มาแล้วประมาณ 1,900 กว่าปี
       สิ่งที่แปลกแต่จริงนั่นก็คือว่า  พระวจนะคำของพระเจ้าซึ่งได้ถูกเขียนเอาไว้เป็นพันๆปีหรือเกือบจะ 2000 ปีแล้วก็ตาม  ต่างดูที่จะสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือต่างดูที่จะสอดคล้องกับยุคสมัยของเราเป็นอย่างมาก
       ดังนั้นถ้าเราจะศึกษาลักษณะของสังคมในยุคสุดท้ายนั้น  ผมคิดว่าเราคงไม่ต้องไปศึกษากันไกล  เราศึกษากันใกล้ๆ ก็พอแล้ว  ศึกษาจากที่ไหนครับ ?  จากพระคำของพระเจ้าเนี่ยแหละ
       พระคำของพระเจ้าในตอนนี้บอกกับเราอย่างชัดเจนถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย 
คำถามก็คือว่า  พระคำของพระเจ้าบอกกับเราเพื่ออะไร ?
คำตอบก็คือ เพื่อที่เราจะไม่เครียดต่อความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น
คำตอบก็คือ เพื่อที่เราจะเข้าสู่เส้นชัยในสภาพของสังคมที่มันกลียุคนั้นได้อย่างไร
นี่คือสิ่งที่พระวจนะคำของพระเจ้าต้องการที่จะบอกกับเรา
จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ?
ประการที่ 1  เราพบคุณธรรมของคนจะสิ้นยุค  คุณธรรมของคนจะสิ้นยุคนั้นเป็นอย่างไร
ให้ที่ประชุมอ่านในข้อที่ 1 - 4  พร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดัง
ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 อย่างแท้จริงนั้นจะเกิดกลียุคขึ้นมา


คำถามก็คือว่า วันนี้ได้เกิดการกลียุคขึ้นแล้วหรือยังครับ ? การกลียุคได้เกิดขึ้นแล้วเป็นหย่อมๆ ในแต่ละประเทศและจะมีมากขึ้นและมากขึ้น  ซึ่งนั่นหมายความว่า วันนี้พระเยซูเสด็จกลับเข้ามาในโลกใบนี้แล้วหรือยังครับพี่ - น้อง ?  ซึ่งนั่นหมายความว่า  องค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วแต่พระองค์ยังมาไม่ถึง 
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกที่จะมีคริสเตียนบางคนพูดคำว่า “ นี่คือยุคสุดท้าย ”
พระคำของพระเจ้าบอกกับเราว่า คุณธรรมของคนในยุคสุดท้ายนี้เป็นกันอย่างไรครับพี่ - น้อง ? เขาจะรักความเห็นแก่ตัว เขาจะรักเงิน  เขาจะรักความหยิ่งยโส  เขาจะรักการด่าว่า  เขาจะรักเงินของบิดา มารดา แต่เขาไม่ชอบฟังคำเตือนและคำสอนของบุพการี  เขาจะรักการอกตัญญู คือ ไม่ให้เกียรติแก่ผู้มีพระคุณ เขาจะรักความดุร้าย
เขาจะรักการทรยศไม่จริงใจ ( ถึงแม้จะเป็นสามีภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันก็ตาม ) เขาจะรักการมุทะลุ  เขาจะรักการหัวสูงทั้งๆ ที่มีรายได้ต่ำ และสุดท้ายที่พระคำของพระเจ้าบอกกับเรานั่นก็คือ เขาจะรักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า  นี่คือลักษณะของกลียุคที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย สิ่งต่างๆ ที่ผมได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้มันได้เกิดขึ้นหรือยัง  ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพระคำของพระเจ้าในหนังสือปฐมกาลได้บอกกับเราอย่างชัดเจนว่าในจักรวาลนี้มีอะไรครับ ?
มีพระเจ้าและพระเจ้าก็เป็นผู้ให้มีมนุษย์ขึ้นมาซึ่งนั่นก็คือ อาดำกับเอวาและพระเจ้าก็ให้มีสรรพสิ่ง
ดังนั้นมนุษย์ควรที่จะนมัสการพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์ และใช้สรรพสิ่งที่พระเจ้าให้ๆ เกิดความสุขและยังประโยชน์แก่ชีวิตของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนพระธรรม มาระโกจึงได้เขียนเอาไว้ใน มก. 12 : 29 - 31  เอาไว้ว่าอย่างไร ให้ที่ประชุมเปิดไปที่  มก. 12 : 29 - 31 และอ่านอย่างช้าๆ พร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดัง
พระคำของพระเจ้าบอกกับเราอย่างชัดเจนว่า “ พวกท่านจงรักพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจของท่าน  ด้วยสุดความคิดและด้วยสุดกำลังของท่าน  และธรรมบัญญัติที่สองนั้นคือ  จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  ธรรมบัญญัติอื่นที่ใหญ่กว่าธรรมบัญญัติทั้งสองนี้ไม่มี ” 
แต่เวลานี้คุณธรรมของคนจะสิ้นยุคกับหาเป็นเช่นนั้นไม่ 
1 ) ผมพบว่าคนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าหรือคนที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของพระเจ้า เขากับใช้เวลาของเขาทั้งหมดไปกับการปรนนิบัติสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างเอาไว้ 
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย ที่มนุษย์จะใช้คนเพื่อให้ได้มาซึ่งสรรพสิ่งที่เขาต้องการ
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลยพี่ - น้องที่รัก  ที่มนุษย์จะใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติ  ลาภยศและคำสรรเสริญ  เหตุเพราะจิตใจของมนุษย์ได้หันเหไปจากพระเจ้า
แต่เวลานี้คุณธรรมของคนจะสิ้นยุคกับหาเป็นเช่นนั้นไม่
2 ) ผมพบว่า  เวลานี้มีคริสเตียนในประเทศไทยอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่เขาได้ใช้เวลามากกว่า 98 . 8 % หรือ มากกว่า 166 ชม. / สัปดาห์ หมดไปกับการปรนนิบัติสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างเอาไว้
ซึ่งนั่นหมายความว่าอะไร ?  ซึ่งนั่นหมายความว่า คนที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า + กับคริสเตียนอีก 98 . 8 %   กำลังนมัสการใครอยู่ครับ ? ระหว่างการนมัสการพระเจ้ากับการนมัสการตัวเอง
และนี่คืออำนาจของมาร ซาตานที่มันพยายามจะเบี่ยงเบนคุณธรรมของคนในยุคสุดท้ายนี้ให้นมัสการตนเองมากกว่าที่จะนมัสการพระเจ้า
จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ?
ประการที่ 2  เราพบการถือพระศาสนาของคนในยุคสุดท้าย  การถือพระศาสนาของคนในยุคสุดท้ายเป็นอย่างไร ?  ให้ที่ประชุมอ่านในข้อที่ 5 พร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ
       การถือพระศาสนาของคนในยุคสุดท้ายนี้ จะมีลักษณะเด่นที่ชัดเจนที่สุดนั่นก็คือ จะถือศาสนาแต่เพียงเปลือกนอก  ส่วนแก่นแท้  เขาจะไม่สนใจ
       พี่ - น้องอย่าคิดว่าศาสนานั้นไม่มีเปลือกนอกและไม่มีแก่นแท้ที่อยู่ข้างในนะครับ 
“  เปลือก  ” คืออะไร  “  เปลือก ” คือ  สิ่งที่เห็นภายนอกหุ้มห่อ “ แก่น ” อยู่
“ เปลือก ” คืออะไร “ เปลือก ” คือ พิธีกรรมทางศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับพี่ - น้องไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่ “ เปลือก ” ต้องเป็นผลที่มาจากข้างใน  ซึ่งหมายความถึงจิตวิญญาณนั่นเอง
ดังนั้นการนมัสการหรือการประกอบศาสนกิจใดๆ ก็ตามพี่ - น้องที่รัก มันต้องหลั่งออกมาจากความรัก  ความเชื่อและความศรัทธาจากภายในอย่างแท้จริง  ไม่ใช่มาจากแรงกระตุ้น  ไม่ใช่มาจากการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ  ไม่ใช่มาจากการสร้างกระแส  และไม่ใช่มาจากการสร้างแบรนด์อะไรขึ้นมาสักแบรนด์หนึ่ง  เหมือนกับ ในชช่วง4 - 5 ปีที่ผ่านมา  ที่เขาพยายามจะสร้างอะไรกลมๆ ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง คล้ายๆกับขนมโก๋อย่างนั้น 
ดังคำสอนของพระเยซูในพระธรรมยน. 4 : 23 พระคำของพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ ผู้ที่นมัสการอย่างถูกจะต้องนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง ”
การถือพระศาสนาของคนในยุคสุดท้ายนี้ โดยส่วนมากมักจะสนใจที่เปลือกนอก คือ ทำให้มันเสร็จๆไป  ประการสำคัญก็คือว่า พระศาสนาดูเหมือนกับว่าจะเข้าใจความต้องการคนของผู้บริโภคในศาสนิกนั้นๆด้วย จึงพยายามที่จะทำอะไรๆ ต่อมิอะไรออกมาในลักษณะให้สั้นเข้าว่า  เอาง่ายเข้าไว้ หรือทำเป็นแพ็คเก็จให้ดูเหมือนว่าทริปนี้เพียงทริปเดียวเท่านั้นที่ท่านจะอิ่มบุญบารมีไปอีก 10 ชาติ 100 ชาติ อะไรประมาณนั้น
พี่ - น้องที่รักครับ การถือพระศาสนาแต่เพียงเปลือกนอกนั้นเป็นสิ่งที่พระเยซูชอบหรือไม่ชอบครับพี่ - น้อง ?  เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงเกลียดชังเป็นอย่างมาก  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตำหนิคนจำพวกหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งคนจำพวกนั้นได้แก่ใครครับ ?  พวกฟาริสีกับพวกธรรมาจารย์
เช่นเดียวกันพี่ - น้องที่รัก ถ้าเราถือพระเยซูเอาไว้ในชีวิตของเราเพียงแค่ 2 ชม. / สัปดาห์โดยเฉพาะในวันอาทิตย์  ส่วนอีก 166 ชม. / สัปดาห์เรากับถือตัวเองเป็นสรณะ หรือถือตัวเองเป็นสำคัญ เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากกับพวกฟาริสีหรือพวกธรรมาจารย์เหล่านั้นเลย
เช่นเดียวกันพี่ - น้องที่รัก  ถ้าเราถือพระเยซูเอาไว้ในชีวิตของเราเพียงแค่ 2 ชม. /สัปดาห์โดยเฉพาะในวันอาทิตย์  ส่วนอีก 166 ชม. / สัปดาห์  เราไม่เคยเลยที่จะนมัสการอธิษฐานกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว  หรือเราไม่เคยที่จะใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ผ่านอรุณรุ่งจากเบื้องสูงในแต่ละวัน 
ผมอยากที่จะบอกกับพี่ - น้องอย่างตรงไปตรงมาว่า  พี่ - น้องกำลังถือคริสต์ศาสนากันแต่เพียงเปลือกนอก  ซึ่งพระเยซูไม่ปรารถนาที่จะให้เราถือเปลือกนอกของมัน  แต่พระเยซูทรงปรารถนา ที่จะให้เราทั้งหลายสนใจและใส่ใจ เปลือกในของมันหรือแก่นแท้ของมัน
และถ้าหากพี่ - น้องท่านใดหรือคนใดก็ตามที่ยังสนใจเปลือกของคริสต์ศาสนา  มากกว่าแก่นแท้ของคริสต์ศาสนา  พระคำของพระเจ้าพูดเอาไว้ค่อนข้างแรงมากนะครับพี่ - น้อง พระคำของพระเจ้าพูดว่า “ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ ” 
เพราะคบไปก็มีแต่ปัญหา บางคนเป็นปัญหาตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ ปัญหาของบางคนก็ไม่รู้จักจบจักสิ้นหรือมีปัญหาตลอด ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาผมสรุปเลยนะครับว่า เป็นเพราะผู้เชื่อคนนั้นหรือคริสเตียนคนนั้นไม่ได้เอาพระเจ้าจริง ( ให้เราบอกกับคนข้างซ้าย ข้างขวาว่า เลิกถือศาสนาแต่เพียงเปลือกนอกได้แล้วเธอ )
จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ?
ประการที่ 3  เราพบพฤติกรรมการเผยแพร่ศาสนาของคนในยุคนี้  การเผยแพร่ศาสนาของคนในยุคสุดท้ายนี้เป็นอย่างไร  ให้ที่ประชุมอ่านในข้อที่ 6 - 9 พร้อมๆ กันอย่างช้า ๆด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ
พี่ - น้องที่รักครับ  ในชีวิตของการรับใช้ของท่าน อ. เปาโล นั้น  อ. เปาโล ได้เห็นถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในชีวิตแห่งการรับใช้ของท่าน 
ในชีวิตแห่งการรับใช้ของท่าน อ. เปาโล  อ. เปาโล พบว่ามีผู้เผยแพร่พระกิตติคุณบางคนที่ดูภายนอกแล้วเหมือนกับว่าเป็นผู้เผยแพร่อย่างแท้จริงๆ 
แต่จริงๆ แล้วกับไม่ใช่ของแท้กับเป็นของเทียม ที่สำคัญก็คือว่า คนเหล่านี้ชอบเลียนแบบจนทำให้ผู้เชื่อหลายต่อหลายคนต้องหลงออกไปจากทางของพระเจ้า
ด้วยเหตุนี้เอง อ. เปาโล จึงอธิบายความต่างๆ โดยการยกตัวอย่างของผู้เผยพระวจนะแท้ คือ โมเสส  กับผู้ประกอบวิทยากลเทียมคือ ยันเนสกับยัมเบรส์ ให้กับ ทิโมธี ได้ฟัง
กล่าวคือ  ไม่ว่าโมเสสจะทำอะไร  สองคนนี้ทำได้หมด เช่น  เมื่อโมเสสทิ้งไม้เท้าแล้วไม้เท้ากลายเป็นงู  คนสองคนก็ทิ้งไม้เท้าและไม้เท้าก็กลายเป็นงู  เช่น  เมื่อโมเสสทำน้ำให้กลายเป็นเลือด  ทั้งสองคนก็ทำได้อีก  เช่น เมื่อโมเสสทำภัยพิบัติคือให้กบเกิดขึ้นเต็มเมือง  ทั้งสองคนก็ทำได้อีก  แต่พอมาถึงภัยพิบัติจากริ้น  เมื่อ โมเสส บอก อาโรน ให้เอาไม้เท้าตีฝุ่นให้เกิดริ้น พวกนักมายากลทั้งสองก็ทำไม่สำเร็จ ซึ่งเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้อยู่ในหนังสืออพยพบทที่ 7 - 9  ซึ่งพี่ - น้องสามารถที่จะกลับไปอ่านเองได้อีกครั้งหนึ่ง
  ภายหลังจากที่  อ. เปาโล ได้สอน ทิโมธี อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว อ. เปาโล จึงได้กำชับกับ ทิโมธี ว่าอย่าไปเอาเยี่ยงอย่างหรืออย่าไปเอาวิธีการของผู้เผยแพร่ศาสนาเหล่านี้มาใช้แล้ว  นอกจากไม่เอาเยี่ยงอย่างหรือวิธีการของผู้เผยแพร่พวกนี้มาใช้แล้ว  อ. เปาโล  ยังต้องการที่จะให้ ทิโมธี นั้นยืนหยัดต่อหลักคำสอนที่ถูกต้องด้วยโดยอย่าให้กระแสของสังคมนั้นพัดพาเขาไป
อสค. 28 : 12 - 17 ทำให้เราทราบว่าลูซิเฟอร์นั้นถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นฑูตสวรรค์ของพระเจ้า  มีความบริสุทธิ์  ฉลาดและสวยงาม
อสย. 14 : 12 -15  ทำให้เราทราบว่า “ ลูซิเฟอร์ ”
เขาต้องการที่จะเป็นเหมือนดั่งพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงถูกเหวี่ยงลงมาบนพื้นดินให้เป็นมาร ซาตาน
ดังนั้นมาร ซาตาน มันจึงเป็นนักลอกเลียนแบบกิจกรรมของพระเจ้า  การเผยแพร่คำสอนเท็จใช่ด้วยหรือไม่ที่มาร ซาตานมันลอกเลียนแบบ ?  ใช่ด้วย 
วัตถุประสงค์ของการเผยแพร่คำสอนเท็จคืออะไร  คือ เผยแพร่คำสอนที่ไม่ตรงกับพระวจนะคำของพระเจ้า  เช่น  เทศนาพระกิตติคุณโดยไม่พูดถึงบาป  เทศนาเรื่องสวรรค์แต่ไม่พูดถึงเรื่องนรก  เช่น เลือกใช้พระคัมภีร์เป็นข้อๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาไม่ได้มีความศรัทธาในพระคัมภีร์เลย  เช่น พูดโดยใช้สติปัญญาของมนุษย์หรือปรัชญาของโลก  เป็นต้น
พระคำของพระเจ้าในข้อที่ 6 บอกกับเราว่า พวกค้าคำสอนเท็จนี้จะไปหาใครครับ ?  ไปหาสตรี 
สิ่งที่พี่ - น้องจะต้องเข้าใจในพระคัมภีร์ตอนนี้เพิ่มเติมนั่นก็คือว่า สตรีในสมัยของ อ. เปาโล นั้นขาดการถูกยกย่องจากทางสังคมให้เท่าเทียมกับผู้ชาย  ในสภาพนั้นอาจมีสตรีที่อ่อนแอทางด้านสติปัญญา  ในสภาพนั้นอาจมีสตรีที่หัวอ่อน  คิดไม่รอบคอบหรืออาจจะฟังทุกคนที่พูด  ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจถึงหลักแห่งความจริงที่ถูกต้องก็เป็นได้ แต่เขาต้องการที่จะหลุดพ้นจากอะไรบางอย่าง  แต่ก็ไม่เคยพบทางออกเสียที  พวกเผยแพร่พวกนี้ก็จะเข้ามาเผยแพร่ในตอนที่สตรีพวกนี้อยู่คนเดียว
พี่ - น้องยังจำได้ใช่ไหมครับ ? เหตุการณ์ที่สนเอเดน มาร ซาตานมันไปหาใครครับ ?
  ระหว่างอาดำกับเอวา  ซาตานมันมาหาเอวาตอนอยู่คนเดียวฉันใดมันก็ทำกับสตรีในสมัยของ อ. เปาโล ฉันนั้น
ด้วยเหตุนี้เองสตรีในสมัยของ อ. เปาโล ที่มีความอ่อนทางด้านศีลธรรม ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่าหนาด้วยบาป จึงตกเป็นเหยื่อของพวกนักค้าคำสอนเท็จ อาจจะพูดให้สวยงามขึ้นมาอีกนิดหนึ่งก็ได้ว่าสตรีเป็นลูกค้าที่เหมาะสมแก่คำสอนของพวกเขา
       สตรีในสมัยของ อ. เปาโล ที่อ่อนแอทางศีลธรรมบางคน ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่าหนาด้วยบาป จึงยอมให้พวกสอนเท็จเหล่านี้ ลวงไปเป็นเชลย

หรือเหมือนกับสตรีในเวลานี้ ที่มีความอ่อนแอทางด้านศีลธรรม ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่าหนาด้วยบาป  จึงตกเป็นเหยื่อของพวกหมอดูประเภท “ ฟันธง ”  “ คอนเฟริ์ม ” หรือแม่น 100 % เป็นต้น
หรือเหมือนกับสตรีในเวลานี้  ที่มีความอ่อนแอทางด้านศีลธรรม  จึงถูกลวงไปเป็นเชลยด้วยล๊อตเตอร์รี่เพียงคู่หนึ่งที่เขาอ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านแต่ต้องไปเบิกเงินที่ธนาคารให้กับเขาก่อน
ขอพระเจ้าช่วยพี่ - น้องในคริสตจักรแห่งนี้ ที่พี่ - น้องจะไม่เป็นสตรีที่อ่อนแอทางด้านศีลธรรม ( อาเมนไหม )
เมื่อเรารู้ดังนี้แล้วว่า  ในยุคสุดท้ายนี้การเผยแพร่พระศาสนาจะเทียมเท็จมากขึ้นเราในฐานะที่เป็นผู้เชื่อหรือเป็นคริสตชน เราควรที่จะทำอย่างไรกันดี
?  อันนี้ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ
พระคำของพระเจ้าในข้อที่ 9 บอกกับเราอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า   “ แต่เขาจะไปได้ไม่กี่น้ำ ” ซึ่งนั่นหมายความว่า คำสอนเหล่านี้จะไม่คงทนต่อกาลเวลา  อาจจะกล่าวได้ว่า  คำสอนเทียมเท็จหรือคำสอนปลอมนั้น  จะส่อเค้าให้เห็นได้โดยอาศัย “ กาลเวลา ” เป็นตัวทดสอบ  เพราะฉะนั้นคนที่เผยแพร่ก็ดี  ผู้ที่มาเชื่อก็ดี  ต่างจะต้องถูก “ กาลเวลา ” ทดสอบด้วยกันทั้งสิ้นซึ่งในที่สุดเราก็จะพบว่าคำสอนนั้นมันเป็นของปลอม
       ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ มธ. 13 : 24 - 30 แล้วอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ เมื่อเราได้ศึกษาคำอุปมาเกี่ยวกับเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมานของพระเยซูแล้ว  ใน มธ. 13 : 24 - 30  เราก็พบว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลย  บางครั้งให้เราคอยเพียงอย่างเดียว แล้ว “ กาลเวลา ” จะเป็นตัวพิสูจน์ของแท้กับของเทียมได้  เช่น  ในกรณีของยันเนสและยัมเบรส์ ซึ่งได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นของเทียมโดยการพิพากษาของใครครับ ?  ของพระเจ้า
       อ. เปาโล สอน ทิโมธี ว่าอย่าทำตนเป็นนักค้าคำสอนและดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์ส่วนตน  และนี่คือสภาพของสังคมที่คนของพระเจ้าจะต้องพบ และจะต้องฝ่าไปให้ถึงเส้นชัย
สรุป  พระวจนะของพระเจ้าในเช้าวันนี้  1. เราพบคุณธรรมของคนจะสิ้นยุค     2. เราพบการถือพระศาสนาของคนจะสิ้นยุค  3. เราพบพฤติกรรมการเผยแพร่พระศาสนาของคนเมื่อจะสิ้นยุค  ให้เราได้ร่วใจกันอธิษฐาน

   
 
< Prev   Next >
Popular ได้รับความสนใจมาก

Church Gallery

คจ.ใจสมานสมุทรสงคราม
Active Image
Active Image
Active Image
Active Image


Designed by Thaic IT for Christ