Jaisamarn Samutsongkhram Church




Home / หน้าแรก arrow คำเทศนาจาก ศิษยาภิบาล arrow กล้าแคร์ กล้าแชร์ กล้าแปร
Latest News บทความ และข่าวสารอัพเดทล่าสุด ...

กล้าแคร์ กล้าแชร์ กล้าแปร
คำเทศนาเรื่อง  กล้าแคร์  กล้าแชร์  กล้าแปร

ในเช้าวันนี้จะอัญเชิญพระวจนะของพระเจ้า จากพระธรรม ลก. 10 : 25 - 37 ให้ที่ประชุมเปิดไปที่ ลก. 10 : 25 - 37   แล้วอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ
และข้อพระคัมภีร์ที่ผมจะใช้เป็นกุญแจในการแบ่งปันกับพี่ - น้องในเช้าวันนี้จะอยู่ในข้อที่ 33 - 35  ให้ที่ประชุมอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังอีกครั้งหนึ่ง ( ให้ที่ประชุมได้ร่วมใจกันอธิษฐาน )
พี่ - น้องทราบไหมครับว่า นักวิทยาศาสตร์เขาสามารถที่จะจำแนกชีวิต ของสิ่งที่มีชีวิตได้ในหลายๆ รูปแบบ แต่มีรูปแบบหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นรูปแบบในการจำแนกที่น่าสนใจนั่นก็คือ เขาจำแนกสิ่งมีชีวิตตามความไวในการสนองตอบต่อสิ่งรอบข้าง
เช่น สัตว์ชั้นต่ำมันจะไวในการสนองตอบต่อความต้องการของตัวเอง แต่สัตว์ชั้นสูงก็จะมี  Degree  ของความไวในการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้นไปเป็นลำดับ   
ยกตัวอย่างเช่น “ หอยทาก ” เป็นต้น  “ หอยทาก ” ซึ่งมีเปลือกหอยอยู่ภายนอก เปลือกหอยที่อยู่ภายนอกทำหน้าที่เป็นโครงกระดูกอยู่ภายนอกครอบคลุมระบบประสาทซึ่งอยู่ภายในเอาไว้ทั้งหมด
“ หอยทาก ” มันจะเปิดตัวเองออกมา เพื่อจะมาเอาของจากข้างนอกเข้าไปกินข้างใน และเมื่อได้อาหารเรียบร้อยแล้วมันก็จะรีบปิดตัวเองลงในทันที  โดยไม่สนใจที่จะตอบสนองต่อสิ่งมีชีวิตรอบข้าง อาจจะกล่าวได้ว่า การเปิดตัวออกมาของ “ หอยทาก ” นั้นเป็นการเปิดตัวออกมาเพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยแท้
แต่มนุษย์เรานั้นต่างจาก “ หอยทาก ” เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีโครงกระดูกอยู่ภายใน  และให้ระบบสัมผัสของมนุษย์ทั้งหมดนั้นอยู่ภายนอก  ซึ่งการทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาแบบนี้ ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์นั้นมีความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะความไวในการตอบสนองต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ? 
ประการที่ 1 อยู่ปลายข้อที่ 33  พระคำของพระเจ้าตรัสว่า “ ครั้นเห็นแล้วก็มีใจเมตตา ” ซึ่งนั่นหมายความว่าอะไร ? ซึ่งนั่นหมายความว่า  ชาวสะมาเรียคนนี้เขาไวในการแคร์ชีวิตของคนอื่น  1. ซึ่งเป็นคนที่ถูกทำร้ายร่างกาย  2. ซึ่งเป็นคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก 3. ซึ่งเป็นคนที่กำลังเฉียดเป็นเฉียดตาย
        ก่อนหน้าที่พี่ - น้องและผมจะมารู้จักกับพระเจ้า  พระเยซู  เราก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ Care แต่เฉพาะตัวของเราเองหรือคิดถึงแต่ตัวของเราเองเป็นประการแรก  จริงหรือไม่จริง  พอเราจะ Care ใครขึ้นมาอีกสักคนหนึ่งซึ่งนอกจากตัวของเราแล้ว สมองของเราก็มักที่จะให้เรานั้นคิดถึงแต่คนในครอบครัว หรือไม่ก็คิดถึงคนในวงศ์ตระกูลหรือไม่ก็คิดถึงวงศาคณาญาติของเราเป็นลำดับถัดไปใช่หรือไม่
หรือไม่อีกประการหนึ่งก็คือ พอที่เราเริ่มจะ Care ใครสักคนหนึ่งซึ่งห่างไกลไปจากคนใกล้ตัวของเราสักหน่อยนึง เราก็มักที่จะมีคำถามๆ ขึ้นมาในความคิดหรือภายในจิตใจของเราว่า  “ ถ้าเราให้ไปแล้วเราจะได้อะไร ”  เราเคยเป็นแบบนี้กันไหมครับ
ด้วยเหตุนี้เองพี่ - น้องที่รัก นักวิทยาศาสตร์กลุ่มที่จำแนกสิ่งมีชีวิต โดยดูจากการสนองตอบสิ่งรอบข้างได้กล่าวเอาไว้อย่างนี้ครับว่า ถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วมีคิด แบบที่ผมได้แบ่งปันออกไปเมื่อสักครู่นี้  มนุษย์คนนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจาก “ หอยทาก ” ซึ่งมนุษย์คนนั้นอาจจะถูกจัดลำดับให้เป็นสิ่งมีชีวิตขั้นต้นก็เป็นได้ 
พระคำของพระเจ้าใน 2 คร. 5 : 17 ตรัสว่าอย่างไรให้ที่ประชุมได้เปิดและอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ “ เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไปนี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ”
พระคำของพระเจ้าบอกกับเราอย่างชัดเจนว่าชีวิตของเราเมื่อได้มีโอกาสมาสัมผัสกับชีวิตของพระเยซูแล้ว ชีวิตของเราทุกคนจะถูกสร้างขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า 
ดังนั้นชีวิตของพี่ - น้องและซึ่งเป็นผู้เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจะต้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  ต่อจากนี้ไปเราจะไม่คิดถึงเฉพาะตัวของเราเอง  และหรือเราจะไม่คิดถึงเฉพาะคนใกล้ตัวเราแต่เพียงอย่างเดียว  แต่เราจะสนใจและห่วงใยผู้อื่นด้วย
พระคำของพระเจ้าบอกกับเราว่า “ ครั้นเห็นแล้วก็มีใจเมตตา ” ซึ่งนั่นหมายความ
1. คริสเตียนควรที่จะเป็นคนที่ไวในการ Care คนอื่น แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ใช่คนในครอบครัว หรือแม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ใช่คนในวงศ์ตระกูล และหรือไม่ว่าคนๆ นั้นจะไม่ใช่วงศาคณาญาติของเราก็ตาม
        2. คริสเตียนควรที่จะเป็นคนที่ไวในการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก แม้ว่าคนๆ นั้นเราอาจจะไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่นักก็ตาม 
3. คริสตเตียนควรที่จะเป็นคนที่ไวในการที่จะให้โอกาสผู้อื่น  แม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นศัตรูกับเราก็ตาม
อาจจะกล่าวได้ว่าการเป็นคริสเตียน คือ การที่พระเจ้าทำให้ชีวิตของเรานั้นไวในการที่จะสนองตอบต่อความทุกข์ยากลำบากของคนทั้งปวงก็เป็นได้  และคนที่ไวที่สุดต่อการตอบสนองของมนุษย์ทั้งในฝ่ายร่างกายและในฝ่ายจิตวิญญาณก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นก็ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั่นเอง
ให้ที่ประชุมเปิดที่พระคำของพระเจ้าในหนังสือ ลก. 9 : 16 - 17  และ ลก. 23 :42 - 43 แล้วอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ
ลก. 9 : 16 - 17 ทำให้เราทราบว่าพระเยซูทรงไวในการที่จะสนองตอบต่อการเลี้ยงอาหารในฝ่ายร่างกายให้กับผู้ที่ติดตามพระองค์ในเวลาไม่นานนัก
ลก. 23 : 42 - 43  ทำให้เราทราบว่าพระเยซูทรงไวในการที่จะสนองตอบต่อฝ่ายจิตวิญญาณของโจรบนไม้กางเขนทำให้เขานั้นได้รับความรอด
พี่ - น้องที่รักครับ คำตรัสนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงความเป็นสุดยอดของความไวในการตอบสนองต่อมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของพระเยซู เพราะฉะนั้นขอให้เราไวในการในการที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เหมือนกับชาวสะมาเรียผู้ใจคนดีคนนี้หรือเหมือนกับองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ?
ประการที่ 2  อยู่ในข้อที่ 34 ให้ที่ประชุมอ่านพร้อมๆ กันอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่ดังเชิญครับ
ประการที่ 2  คือ  กล้าแชร์กล้าแบ่งปัน
        พี่ - น้องที่รักครับ  ความเมตตาแท้นั้นย่อมนำไปสู่พฤติกรรมที่กรุณาเสมอ  ความเมตตาแท้นั้นหาใช่ความรู้สึกภายในใจแต่เพียงอย่างเดียว  ความเมตตาแท้นั้นหาใช่การยืนดูคนที่บาดเจ็บแล้วรำพึงรำพันภายในจิตใจว่า “ โถน่าสงสารเสียจริงๆขอให้มีใครมาช่วยเขาที ”
        จากคำอุปมานี้ทำให้เราทราบว่า  ความเมตตาแท้นั้น คือ การมองไปที่คนบาดเจ็บ  หรือมองไปที่คนตกทุกข์ได้ยาก  พร้อมๆ กับมือที่จะต้องล้วงลงไปในกระเป๋าด้วย
        พระคำของพระเจ้าบอกกับเราอย่างชัดเจนว่า  เมื่อชาวสะมาเรียคนนี้เขาเห็นคนถูกทำร้ายร่างกายนอนสลบไสลอยู่ข้างถนน  ชาวสะมาเรียคนนี้เขาได้เดินเข้าไปหาและเขาได้ทำการตบแต่งบาดแผลให้โดยใช้น้ำมันกับเหล้าองุ่น  แล้วจึงอุ้มคนที่ถูกทำร้ายร่างกายนั้นขึ้นไปบนหลังลาของตน  และนำชายที่ถูกทำร้ายร่างกายนั้นมาพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ละแวกนั้นและคอยดูแล
        วันต่อมาก่อนที่จะจากไปทำธุรกิจของตน  ชาวสะมาเรียคนนี้ได้ควักเงินจำนวน 2 เหรียญเดนาริอัน  ( ซึ่งคิดเป็นค่าแรงในการทำงานได้ถึง 2 วัน ) ให้กับเจ้าของโรงแรมแห่งนี้เพื่อเป็นค่ามัดจำ จบหรือยังครับพี่ - น้อง  ยังไม่จบเท่านี้ พระคำของพระเจ้ายังบอกกับเราอย่างชัดเจนต่อไปอีกว่า  ชาวสะมาเรียคนนี้ได้บอกกับเจ้าของโรงแรมว่า “ จงดูแลคนป่วยนี้ให้ด้วย  เมื่อเขากลับมาจากเสร็จภารกิจเขาจะจ่ายเพิ่มให้ ”
        ตกลงชายคนนี้เขาได้แชร์อะไรออกไปบ้างครับพี่ - น้อง ? เขาได้แชร์ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่เขามีให้กับชายแปลกหน้าคนนี้นั่นก็คือ  น้ำมัน  เหล้าองุ่น  เงินและลา
เขาได้แชร์อะไรอีกครับพี่ - น้อง ? เขาได้แชร์ชีวิตของเขานั่นก็คือ แรงกายและเวลาให้กับชายหน้าแปลกคนนี้
ชีวิตคริสเตียนของเราเองก็เช่นเดียวกันพี่ - น้องที่รัก  ที่เราจะต้องกล้าแชร์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกไปจากชีวิตของเรา  ถ้าพี่ - น้องยังไม่กล้าที่จะแชร์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกไปนั่นก็ท่ากับว่าชีวิตของพี่ - น้องยังไม่ได้มาสัมผัสกับชีวิตของพระเยซูอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามพี่ - น้องที่รักครับ ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนเราไม่เพียงแต่จะแชร์ทรัพย์สินเงินทองหรือสิ่งของเท่านั้น  แต่เรายังจะต้องแชร์ข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าให้กับเขาด้วย
พี่ - น้องยังจำเหตุการณ์ระทึกขวัญในปลายปี 2004 ที่เกิด “ ซึนามิ ” ขึ้นในประเทศไทยและในอีกหลายๆ ประเทศได้ไหมครับ  เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุทำให้องค์การ องค์กร , หน่วยงานของคริสเตียนและรวมทั้งคริสตจักรต่างๆ ในประเทศไทยต่างมิได้เพียงแค่รวบรวมทรัพย์สินเงินทองหรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้นเท่านั้นนะครับ แต่พวกเขายังได้นำข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าเข้าไปถึงคนเหล่านั้นด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมที่ขัดสนหรือมีความยากจนในฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างมาก
ซึ่งเราสังเกตจากอะไร ?  เราสังเกตจากการที่คนไทยตั้งแต่ในสมัยอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ที่คนไทยต่างพากันวิ่งไปเสาะหรือแสวงหาพระที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจาก  ไม้หรือไม่ก็สร้างขึ้นมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย  แล้วก็พากันมาถึงครอง  ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อน ให้เราได้เห็นถึงความขัดสนหรือความหิวกระหาย ในฝ่ายวิญญาณของคนในสังคมไทยเป็นอย่างมาก
ผมอยากที่จะให้ที่ประชุมได้เปิดไปที่พระคำของพระเจ้าในหนังสือ ยน. 4 : 14 และ ยน. 6 : 35 พระคำของพระเจ้าตรัสว่าอย่างไรให้ที่ประชุมเปิดและอ่านพร้อมๆ กันด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ “ แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์ ” ( ยน. 4 : 14 ) “ พระเยซูตรัสกับเขาว่าเราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย ” ( ยน. 6 : 35 )
พระคำของพระเจ้ากล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ได้มารู้จักกับพระองค์อย่างแท้จริงเขาจะไม่ต้องวิ่งหาพระอื่นใดอีกเลย  วันนี้มีพี่ - น้องคนไหนครับ  ที่ได้มารู้จักกับองค์พระเยซูคริสตเจ้าแล้วยังต้องวิ่งตามหาพระเยซูองค์ที่ 2  พระเยซูองค์ที่ 3 อีก  มีไหมครับ ?  ไม่มีนะครับขอบคุณพระเจ้า  พระเยซูองค์เดียวก็เพียงพอแล้วพี่ - น้องที่รัก ที่จะรับผิดชอบต่อชีวิตหลังความตายของพวกเรา
ด้วยเหตุนี้นี่เองพี่ - น้องที่รัก  เป็นเหตุทำให้คริสเตียนจะต้องกล้าที่จะแชร์หรือกล้าที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ให้กับคนที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า ได้มารู้จักกับพระองค์เพื่อที่เขาจะได้ไม่หิวหรือเพื่อที่เขาจะไม่ต้องกระหายอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เองพี่ - น้องที่รัก  เป็นเหตุทำให้คริสเตียนจะต้องกล้าที่จะแชร์หรือกล้าที่จะแบ่งปันในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ เพื่อคนที่ถูกมาร ซาตาน วิญญาณชั่วรบกวนหรือผู้ที่ถูกวิญญาณผีโสโครกได้เข้ามาเบียดเบียน จะได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  ดังนั้นให้เรามีใจกล้าเหมือนกับชาวสะมาเรียผู้ใจดีในคำอุปมานี้
        จากพระวจนะคำของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร ?
ประการที่ 3  อยู่ตอนต้นของข้อที่ 33 พระคำของพระเจ้าตรัสว่า “ แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง ” ก่อนที่ผมจะบอกว่าเราพบอะไรในประการที่ 3 นี้  ในเบื้องต้นผมอยากที่จะให้พี่น้องได้เข้าใจก่อนว่าโดยแท้จริงแล้วชาวสะมาเรียนั้น เขาจะไม่คบหรือเขาจะไม่สุงสิงกับใครนอกจากพวกของตนอง  ดังนั้นคำถามที่ว่าจากพระวจนะของพระเจ้าที่เราได้อ่านร่วมกันเราพบอะไร  ประการที่ 3 คือ เราพบคนที่จะกล้าแปรเปลี่ยน
พี่ - น้องที่รักครับ ในคำอุปมานี้ทำให้เราทราบว่า ชาวสะมาเรียคนนี้ได้กล้าแปรเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากวัฒนธรรมเดิมๆ ของตน  คือเขาไปสนใจคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกับตน เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนประเพณีนิยมของตนที่เคยทำต่อๆ กันมา  โดยเอาชายที่บาดเจ็บขึ้นบนหลังลา  เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนโดยการรับคำด่าหรือคำเย้ยหยันจากชาวสะมาเรียบนท้องถนนว่า เขาเป็นไอ้สะมาเรียนอกคอก
เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนหมายกำหนดการในการทำธุรกิจการค้าของตน  เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนจากคนที่ไม่เดือดร้อนให้เป็นคนเดือดร้อน  เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนจากคนที่ไม่มีภาระเป็นคนที่มีภาระ  เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนในสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง  นั่นก็คือ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   เขากล้าที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ประเสริฐ นั่นก็คือ ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับความรอด
ผู้เชื่อหลายคนได้อ่านคำอุปมาในเรื่องนี้แล้วบอกกับผมว่า พระเยซูทรงอุปมาเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งมาก  พี่ - น้องที่รักครับ การที่พระเยซูทรงอุปมาในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี  เหตุเพราะมันเป็นชีวิตของพระองค์เอง
พระเยซูทรงกล้าแปรเปลี่ยนศักดิ์ศรีของพระองค์ จากพระบิดามาเป็นพระบุตรพระเยซูพระเยซูทรงกล้าที่จพแปรเปลี่ยนที่พำนักอาศัยคือจากสวรรค์มาสู่โลกา
พระเยซูทรงกล้าแปรเปลี่ยนสภาพกายของพระองค์  จากกายอมตะมารับสภาพกายมนุษย์
พระเยซูทรงกล้าแปรเปลี่ยนจากผู้มั่งคั่งเป็นผู้ขัดสน  ขัดสนขนาดไหน ? มธ. 8 : 20 บอกกับเราว่า  บุตรมนุษย์จะขัดสนขนาดที่บุตรมนุษย์ยังไม่มีที่จะวางศีรษะ 
พระเยซูทรงกล้าแปรเปลี่ยนจากผู้ชอบธรรมเป็นคนบาป  พระองค์จึงยอมไปที่ไม้กางเขน
นอกเหนือจากนี้แล้วพี่ - น้องที่รัก องค์พระเยซูคริสต์เจ้ายังทรงกล้าแปรเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรหลายต่อหลายอย่าง
พี่ - น้องและผมในฐานะผู้ที่เป็นคริสเตียนหรือเป็นผู้เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า เราต้องกล้าที่จะแปรเปลี่ยนเหมือนกับพระองค์ หรือกล้าที่จะแปรเปลี่ยนเหมือนกับชาวสะมาเรียนคนนี้ ( อาเมนไหม )
คริสเตียนต้องกล้า ที่จะเดินออกจากโบสถ์เพื่อไปประกาศในที่ๆ ข่าวประเสริฐนั้นยังไปไม่ถึง
คริสเตียนต้องกล้า ที่จะเข้าไปอยู่กับคนแปลกหน้าหรือคนหน้าแปลก หรือคนที่ไม่ใช่คนที่อยู่ในระดับสังคมเดียวกับเรา
คริสเตียนต้องกล้า ที่จะเสี่ยงให้สถานการณ์การเงินภายในครอบครัวของตนเองไม่มั่นคงเพื่อที่จะสนับสนุนงานของพระเจ้า
        คริสเตียนต้องกล้า ที่จะสนับสนุนทางการเงินให้กับคนที่มีภาระใจ หรือคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เขานั้นเข้ามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์
คริสเตียนต้องกล้า ที่จะอ่านพระวจนะคำของพระเจ้าให้คนอื่นฟังด้วยเสียงดัง  แต่ก่อนที่เราจะอ่านให้คนอื่นฟังเราควรที่จะอ่านให้ตัวเองนั้นได้ฟังก่อน
คริสเตียนต้องกล้า ที่จะเชิญคนมาโบสถ์หรือมาคริสตจักร ซึ่งโดยปกติแล้วเราเชิญเขาก็ไม่มาอยู่แล้ว  ซึ่งถ้าเราเชิญแล้วเขาไม่มาเราก็ไม่เสียอะไรแต่ถ้าเขามาล่ะ
คริสเตียนต้องกล้า จากคนที่ไม่เคยพูดเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เป็นคนกล้าที่จะประกาศหรือเป็นพยานให้เขาฟังในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำในชีวิตของเรา
คริสเตียนต้องกล้าที่จะละทิ้งความสะดวกสบายที่เราพึงมีพึงได้ เพื่อพระราชกิจของพระเจ้า เหมือนกับพวกมิชชั่นนารีในประเทศต่างๆ ที่เขากล้าเผชิญความว้าเหว่เพราะทำงานห่างไกลจากพี่ - น้องหรือเพื่อนร่วมชาติ
        คริสเตียนต้องกล้า ที่จะเชิญชวนให้เขาออกจากความเชื่อที่ไม่สมบูรณ์มาสู่ความเชื่อที่สมบูรณ์ เพราะพระคำของพระเจ้าในหนังสือ ยน. 14 : 6  พระคำของพระเจ้าตรัสว่าอย่างไรให้ที่ประชุมเปิดและอ่านพร้อมๆกันอย่างช้าด้วยเสียงที่ดัง เชิญครับ
คริสเตียนต้องกล้าที่จะต้องแปรเปลี่ยนค่านิยมต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า เช่น ค่านิยมการยอมเสียสาวในวันลอยกระทงหรือในวันวาเลนไทน์ เป็นต้น
คริสเตียนต้องกล้าที่จะบอกกับสังคมว่าสิ่งนี้มันเป็นความบาปหรือมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
        และคริสเตียนต้องกล้าที่จะแปรเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรอีกหลายๆ อย่าง และนี่คือพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงพวกเราในเช้าวันนี้
สรุปพระวจนะคำของพระเจ้าในเช้าวันนี้คือ
1. คริสเตียนต้องไวในการที่จะแคร์คนอื่น  2. คริสเตียนต้องกล้าที่จะแชร์ในสิ่งที่มีเพื่อคนอื่น  และ 3. คริสเตียนต้องกล้าที่จะแปรเปลี่ยน   เพื่อทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
ให้เราได้ร่วมใจกันอธิษฐาน

 
< Prev   Next >
Popular ได้รับความสนใจมาก

Church Gallery

คจ.ใจสมานสมุทรสงคราม
Active Image
Active Image
Active Image
Active Image


Designed by Thaic IT for Christ